Showing posts with label เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง. Show all posts
Showing posts with label เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง. Show all posts

Monday, 4 May 2020

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน งานพิเศษ (สอนภาษา)

(ไม่ได้อัฟเดทนานมากๆจนมีคนมาทวงถามเลยอัฟสักหน่อย อิๆ)
ต่อกันกับเรื่องงานพิเศษที่ได้มีโอกาสลองทำที่ญี่ปุ่น นอกจากเป็นเด็กเสริฟ์แล้วก็ยังได้ลองเป็นคุณครูด้วย^^ ว่าด้วยเรื่องการหางานก่อนเลย ตอนนั้นมีเพื่อนทำอยู่แล้วเค้าก็แนะนำให้ไปโพสข้อมูลของตัวเองลงในเว็ปหาครู http://www.getstudents.net เป็นเว็ปที่คนต่างชาติสามารถสมัครและลงข้อมูลของตัวเองว่าสามารถสอนภาษาอะไรได้บ้าง ซึ่งคนญี่ปุ่นเค้าจะมีอีกเว็ปนึง http://www.senseinavi.com ที่ลิงค์กับเว็ปที่เราลงข้อมูลรับสอน ไอ้เราได้ฟังจากเพื่อนก็สนใจเลยลองสมัครดู เค้าให้กรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษใครสนใจลองกดเข้าไปดูรายละเอียดในเว็ปก่อนได้จ้า (แต่ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันยังใช้เว็ปนี้กันอยู่มั้ยนะ ) ตอนนั้นเราลงประกาศสอน 2 ภาษาคือ ไทย และ อังกฤษ ตอนแรกไม่ได้มีความมั่นใจว่าจะทำได้มั้ยโดยเฉพาะสอนภาษาไทย เพราะเวลาสอนต้องพูดโดยใช้ภาษาญี่ปุ่นอธิบาย...มันยากนะฮะ อธิบายการออกเสียง กาก่าก้าก๊าก๋า...TT ตอนที่ลองสมัครอยู่ญี่ปุ่นได้ประมาณหกเดือนแล้ว ก็พอจะมั่นใจ(นิดนึง) แต่ความอยากลองมันพุ่งก็เลยเอาวะ ไม่ลองไม่รู้ จริงๆของแบบนี้มันอยู่ที่ความมั่นใจ ภาษาไม่ต้องเป๊ะมากก็ได้ เพราะถึงเป๊ะมากแต่เข้ากับนักเรียนไม่ได้เค้าก็ไม่ลงเรียนกับเราอยู่ดี ง่ายๆคือต้องคุยเก่งๆ555

พอลงสมัครไปได้สักประมาณ 3 อาทิตย์ก็มีคนติดต่อมา อึ๋ย!ทำไงดี(ว่ะ)เนี่ย บอกตรงๆเริ่มหวั่นๆกลัวพูดไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ด้วยว่าจะเป็นนักเรียนแบบไหน สำหรับการติดต่อกันครั้งแรกจะส่งอีเมลล์นัดคุยกันว่าจะเจอที่ไหน ส่วนใหญ่จะเป็นร้านกาแฟหรือไม่ก็แมคโดนัล และจะเป็นการลองสอนให้เค้าฟรี 1 ชม.แรก เพื่อดูว่าเค้าโอเคกับเรามั้ย แล้วคือถ้าตรูไม่โอเคทำไงดีล่ะเนี่ย ถ้าเจอแบบโรคจิตทำไงอะ อูยยย...คิดไปต่างๆนาๆ เอาล่ะกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงที่ลงสมัครและอุตส่าห์มีคนติดต่อมาแล้ว ไหนเข้าไปดูข้อมูลนักเรียนหน่อย อืม...เป็นผู้หญิง เฮ้...โล่งไปหนึ่ง อยากเรียนภาษาไทย อืม...จริงๆอยากสอนภาษาอังกฤษมากกว่า แต่เอาเถอะ (อีนี่เรื่องมากเนอะ55) ตกลงวันเวลาได้แล้วก็นัดเจอกันที่คาเฟ่ในสถานีรถไฟ วันแรกที่เจอ เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากกกก เป็นออฟฟิตเลดี้ ชื่อ นาโอโกะ เหตุผลที่อยากเรียนภาษาไทยคือชอบ เสก โลโซ และบัวขาว ค่ะ...อึ้งไปแป๊ปนึงเพราะไม่คิดว่าเค้าจะบ้ามากขนาดไปดูคอนเสริต์ที่ไทย และเช่ารถตู้ไปสนามมวยคนเดียว! เรายังไม่กล้าทำเลยจ้า วันแรกก็ลองสอนประโยคง่ายๆก่อน ทำชีทไปเอง แล้วก็ลองชวนคุยไปเรื่อยๆ เพราะเอาจริงๆเรายังไม่รู้ว่านักเรียนจะมีพื้นฐานมากน้อยแค่ไหน อยากเรียนแบบเขียนด้วยมั้ย หรือจะเรียนพูดอย่างเดียว ซึ่งนาโอโกะเธออยากเรียนเขียนด้วยเพราะเธออยากอ่านเนื้อเพลงของพี่เสกได้ หูย..ของยากเลย แต่เราก็ตะล่อมบอกเค้าไปว่าเรียนพูดให้พอได้ก่อนดีกว่าเพราะกว่าจะเขียนได้ต้องใช้เวลานานมากนะ เธอก็โอเค จบท้ายวันแรกด้วยการแปลความหมายเพลงของพี่เสก อยากจะรู้ว่าท่อนนี้แปลว่าอะไร นี่มันโอตาคุไทยชัดๆ แต่ก็ตกลงเป็นอันได้งานละ เจอกันอาทิตย์ละครั้ง เธอเป็นคนตั้งใจเรียนมากแล้วก็มีคำถามเยอะว่าถ้าจะพูดแบบนี้ถูกมั้ย คำนี้ใช้ตอนไหนได้บ้าง และไม่พลาดคือต้องแปลเพลงพี่เสกเกือบทุกคลาสเรียน 555 คนนี้สอนจนถึงเรียนจบเลย โชคดีมากๆเจอนักเรียนดีๆ แน่!กะลังคิดว่าเราโชคดีจังเลยใช่มั้ย จริงๆมีแปลกๆด้วยนะ เอาทีละเคสละกัน

ผ่านไปอีกสักอาทิตย์เห็นจะได้ก็มีอีเมลล์ติดต่อเข้ามาอีกคราวนี้เป็นผู้ชายสูงวัยใกล้เกษียณ ชื่อคุณลุงยามาโมโตะ คือลุงแกอยากไปใช้ชีวิตเกษียณอยู่ไทยแบบอยู่ไทยครึ่งปีญี่ปุ่นครึ่งปี เหมือนจะมีคนญี่ปุ่นคิดแบบนี้เยอะ แล้วแกเคยเรียนภาษาไทยมาบ้างแล้วแต่ยังพูดไม่รู้เรื่อง ไอ้เราก็เห็นว่าเคยเรียนก็เลยทดสอบเล็กๆน้อยๆ ปรากฎว่าแกเอาแต่พูดคำที่เราพูดซ้ำๆแล้วบ่นกับตัวเอง สมมุติว่า เราถามว่าคุณอายุเท่าไหร่ ลุงแกก็เอาแต่พูด อะยุ อะยุ เอ..เราเคยเรียนมานี่นา แปลว่าอะไรนะ อะยุ อะยุ เป็นภาษาญี่ปุ่น สักพักเราก็เลยถามเป็นญี่ปุ่นเลย ลุงแกก็อ๋ออออ แล้วก็ตอบเป็นภาษาไทยมาว่า สิบห้า หาาาาาา...หน้าแบบนี้คงไม่ใช่แล้วค่ะ คือจริงๆลุงตั้งใจจะบอกว่าห้าสิบห้า ท่าทางคงต้องเรียนกันใหม่เลยมั้ยคะเนี่ย ตกห้าไปตัวนึงแหมเด็กกว่าหนูอีกนะคะเนี่ย555 สอนคนนี้ต้องใช้ความอดทนค่อนข้างมากเพราะแกเอาแต่พึมพัมกับตัวเองตลอด ไม่ค่อยยอมพูดตามด้วย แต่แกตั้งใจเรียนอยู่ แถมเรียนไปสักพักชวนเพื่อนมาเรียนคู่ด้วย เป็นคุณลุงเหมือนกัน ชอบข่มกันเองอีกต่างหาก สอนคนมีอายุต้องใจเย็นนิดนึง แต่ข้อดีของการสอนคนที่มีอายุคือแกมีเงิน ไม่เขียม เค้าจะเช่าห้องเรียนสำหรับเรียนเลย มีกระดานมีโต๊ะนั่งดีมากๆ ตามสถานีต่างๆมักจะมีสถานที่ไว้ให้เช่าสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ เช่นเรียนจัดดอกไม้ ประชุม จัดเลี้ยง เสวนา เป็นต้น ซึ่งเราไม่ต้องออกตรงนี้ แหม่...ได้อารมณ์แบบเป็นครูจริงๆเลยล่ะ^^

แล้วอีกสักพักก็มีคุณลุงอีกคนติดต่อมา คนนี้สายเที่ยวประเทศไทย จะเที่ยวไทยปีละ 2-3 ครั้ง เที่ยวทีนึงจะเขียนแพลนเที่ยวประหนึ่งทำรายงาน มาเป็นเล่มพร้อมรูป เอามาโชว์อีกต่างหาก คนนี้ดีมากชื่อ คุณยาสึอิ ตั้งใจเรียนและเช่าห้องเรียนเหมือนคุณลุงก่อนหน้า อัธยาศัยดีสุดๆ แถมเลี้ยงข้าวหลังเรียนเสร็จทุกมื้อ ขนาดเรากลับมาไทยแล้วก็ยังคงติดต่อกันเสมอ บางทีก็พาเค้าไปเที่ยวด้วย ถือว่าเป็นบุญที่ได้เจอนร.คนดีๆ

ต่อมาสักพักก็มีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆเลย ได้ลองไปสอนฟรีชม.แรกอีกประมาณ 4-5 รายเลย มีผู้หญิงคนนึงเจอครั้งแรกเค้าเก่งอยู่แล้ว (สอนภาษาอังกฤษ) คุยกันไปเรื่อยๆถามอะไรก็ตอบได้หมด ก็แอบคิดในใจว่าแบบนี้คงไม่น่าเรียนต่อแน่ๆ พอหมดเวลาก็ say goodbye กับแบบรู้ๆกัน

แล้วก็มาถึงเคสแปลกๆ 555 ที่แปลกนี่คือคนอายุน้อย อยากเรียนภาษาอังกฤษ สอนไปสักพักรู้สึกตะหงิดๆแบบคงไม่ได้จีบใช่มั้ย หรืออาจจะไม่ใช่เราอาจจะคิดไปเอง แต่แบบชอบส่งข้อความมาถามโน่นนี่ มีทำซีดีใส่เพลงมาให้ด้วย?!? เวลาพูดไม่ค่อยสบตาเท่าไหร่ ผ่านไปสักเดือนเริ่มไม่ไหวละ ยังดีที่คนนี้เรียนในร้านแมค ยังมีคนเยอะแยะ เลยคิดหาวิธีเฟดออกแบบจะบอกยังไงดีว่าไม่สอนแล้ว เลยโกหกไปว่าพอดีจะต้องกลับประเทศแล้วมาสอนไม่ได้แล้วนะคะ (หนูขอโทษTT) หลังจากนั้นก็ say goodbye กันไป เฮ้อ...

ลืมบอกไปเรื่องค่าสอนเราคิดชม.ละ 1,500 เยน ค่ารถไฟนักเรียนบางคนจะถามและเพิ่มให้ คือแบบไม่กล้าคิดแพงเพราะตัวเองก็ไม่ได้เชี่ยว คิดซะว่าได้เพื่อนใหม่ฝึกภาษา เห็นบางคนเค้าคิดชม.ละ 2,000 เยนขึ้นไป แต่สมัยนี้ไม่แน่ใจ ที่พูดถึงคือเมื่อปี 2005 นะ^^



Thursday, 25 December 2014

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน งานพิเศษ (ร้านอาหารไทย)

พอตัดสินใจได้ว่าจะเปลี่ยนจากเรียนแค่ 1 ปีเป็น 1 ปีครึ่ง ก็เริ่มคิดหาทางขยับขยายว่าจะทำยังไงกับค่าเล่าเรียนและไหนจะที่อยู่อีก เพราะตอนแรกก็กะอยู่หอไปเรื่อยๆ แต่เอาเข้าจริงๆการแชร์ห้องน้ำกับชาวจีนเป็นอะไรที่ $#%&*! มาก ไว้ต่อตอนต่อไปละกัน วันนี้เน้นไปทางทำมาหาเลี้ยงชีพก่อน^^ งานพิเศษที่ทำที่ญี่ปุ่นมี 2 อย่างคือ ร้านอาหารไทย และ สอนภาษาไทย มาติดตามการหางานกันเลยจ้า :)

ก่อนมาญี่ปุ่นก็เตรียมค่าใช้จ่ายไว้พอสำหรับ 1 ปี เลยไม่ได้คิดเรื่องทำงานพิเศษเลย แต่พอจะเปลี่ยนเป็นปีครึ่ง ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งค่าเรียนและค่าที่อยู่ก็เลยคิดว่าคงต้องทำแล้วล่ะ ก็เลยไปปรึกษาเพื่อนเก๋ ที่เชี่ยวชาญการหาไบท์ (ไบท์มาจาก アルバイト อะรุไบโตะ ที่แปลว่างานพิเศษในภาษาญี่ปุ่น) คือเพื่อนเก๋ชัดเจนมากแต่แรกว่าจะมาเรียนไปหาเงินไป ก็เลยโชคดีไปมีเพื่อนดี ชวนไปทำงานร้านอาหารไทยที่เธอทำอยู่ ไอ้เราก็ยังหวั่นๆ ตอนนั้นไปเรียนได้เดือนกว่าๆ ภาษาจะไหวมั้ย แต่ได้รับคำตอบจากเพื่อนสุดที่รักว่า "ชั้นเพิ่งเรียนได้ไม่นานยังทำได้เลย แกพูดได้มากกว่าชั้นอีก มาลองก่อน" ขอขอบพระคุณเพื่อนเก๋มา ณ ที่นี้ ที่ทำให้มีงานเงินดีๆทำ^^ (ตอนนี้ชีเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นไปแล้วเรียบร้อย)

มีโอกาสได้ไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหารไทย  3 ร้าน ร้านแรกเป็นร้านที่เพื่อนเก๋แนะนำ อยู่ในตึกออฟฟิต ใกล้สถานี Tokyo ดังนั้นตอนกลางวันจะยุ่งระดับซุปเปอร์ ตอนเย็นไม่เท่าไหร่และร้านไม่ใหญ่มาก พอดีเป็นนักเรียนก็เลยทำได้แต่ตอนเย็นยังไม่เคยสัมผัสความยุ่งนั้น (โชคดีไป) ร้านที่สองเป็นร้านเครือเดียวกับร้านแรกแต่อยู่คนละสาขา ร้านนี้อยู่ในห้าง Parco ที่ Ikebukuro (ปัจจุบันเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว) เพราะงั้นเลยได้อารมณ์แบบพนักงานห้างไปในตัว และร้านใหญ่พอสมควร มีระบบกดเรียกพนักงาน ร้านที่ 3 เป็นร้านที่อยู่ในย่าน Shimbashi ย่านคนทำงาน อันนี้ไปทำแทนเพื่อนชั่วคราวตอนเพื่อนกลับไทย ชื่อร้าน Bangkok Kitchen (เครือเดียวกับร้านฟูจิที่ไทย) มี 2 ชั้น ขึ้นบันไดเหนื่อยฮะ

ร้านแรกกับร้านที่สองที่ไปทำเป็นร้านอาหารไทยที่มีคนญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและมีหลายสาขาในโตเกียว ดังนั้นวิธีการทำงานจะเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่น คือมีตอกบัตร ลงตารางเวลาอาทิตย์ต่ออาทิตย์ชัดเจน มีซองเงินเดือนแบบแจกแจงรายละเอียดเงินและค่าเดินทาง มีการสัมภาษณ์กับเทนโจคนญี่ปุ่น (ผู้จัดการร้าน) ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น เพราะว่าคนญี่ปุ่นเป็นเจ้าของ รู้สึกว่าต้องเขียนเรซูเม่ด้วยถ้าจำไม่ผิด ตอนสัมภาษณ์อย่างเกร็ง แต่ก็ผ่านไปด้วยดี คำถามไม่ยากมาก เช่น ถามว่ามาเรียนนานมั้ย เคยทำงานที่ไหนมาก่อนรึเปล่า แล้วจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่ ทำเวลาไหนได้บ้าง บ้านอยู่ไหน แล้วก็ตกลงว่าต่อชั่วโมงจะได้เท่าไหร่ ตอนนั้นเพิ่งเริ่มได้ชม.ละ 800 เยน ค่ารถต่างหากให้ตามจริง พอทำมาได้สักพักก็จะมีขึ้นค่าชม.ตอนก่อนออกได้ชม.ละ 900 เยน ซึ่งถือว่าโอเคมากๆ ตอนแรกๆก็ทำอาทิตย์ละ 3 วัน แรกๆไม่อยากทำงานเยอะเพราะจะไม่มีเวลาทบทวนหนังสือ ทำเฉพาะตอนเย็น ตั้งแต่ 5 โมงถึง 5 ทุ่ม หรือถ้าลูกค้าน้อยปิดร้านเร็วก็จะได้ตามชม.ที่ทำจริง เดือนนึงได้ประมาณ 50,000 เยน ซึ่งเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ไม่รวมค่ากิน พออยู่ไปสักครึ่งปีก็เริ่มทำเยอะขึ้น เพิ่มวันอาทิตย์ทำเต็มวันตั้งแต่เที่ยงถึงดึก ก็ได้เงินมากขึ้น เรียกว่าถ้าไม่สิ้นเปลืองก็อยู่ได้สบายๆเลยแหละ

ร้านที่สองที่ไปทำอยู่ในห้าง เฮ้ย ดูดีอะ! ที่ได้ไปทำสาขานี้เพราะมีคนญี่ปุ่นที่ทำสาขาแรกเขาย้ายไปทำและแนะนำมาอีกทีว่าให้ลองไปสมัครดู อารมณ์แบบอยากทำงานในเมืองใหญ่อะค่ะ ขอลองๆ ประกอบกับไม่ชอบหน้าเทนโจร้านแรกเลยทำให้อยากเปลี่ยนพอดี มันให้อารมณ์คนละแบบ เพราะในห้างจะมีลูกค้าหลากหลายมาก ไม่เหมือนร้านแรกที่เป็นคนทำงานซะส่วนใหญ่ นี่ทั้งวัยรุ่น เด็ก แก่ มีหมด สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือการออกไปยืนเรียกลูกค้าหน้าร้าน ต้องตะโกนเรียกแขกสไตล์คนญี่ปุ่น และเชิญแขกเข้าร้าน คือสมัครมาทำงานเสริฟ์ค่า TT โดนให้ไปยืนที่ไรทะเลาะกับเทนโจทู้กที และร้านนี้มีบริเวณกว้างพอสมควรขนาดที่ร้านจะมีปุ่มไว้กดเรียกพนักงานด้วย เดินกันทีขาขวิดฮ่ะ แต่ชอบร้านนี้มากกว่าร้านแรกเพราะเทนโจค่อนข้างใจดี ออกแนวบ้าๆบอๆ แล้วเค้าจะให้ลองทำทุกหน้าที่ (มีเพื่อนบอกว่าจริงๆเทนโจมันขี้เกียจทำ555) เช่น รับโทรศัพท์ คิดเงิน แลกเงินทอน ซึ่งตอนอยู่ร้านแรกเทนโจจะเป็นคนทำเองทั้งหมด งานยากที่สุดก็คือคิดเงิน เพราะต้องมีคำพูดที่ว่าทั้งหมดเท่าไหร่ รับเงินลูกค้ามาเท่าไหร่ บางคนใช้การ์ด บัตรลด คูปอง โอ้ยสารพัด เพราะอยู่ในห้าง บัตรลดเยอะมาก ได้ทำทีไรตื่นเต้นตลอดเวลา แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆ

ร้านที่ 3 ได้ไปทำแบบชั่วคราวตอนโรงเรียนปิดเทอมฤดูร้อน เพราะเพื่อนจะกลับไทยนาน ถ้าเค้ารับคนใหม่มันจะตกงาน เราเลยไปเสียบแทนชั่วคราว ดีเลยกำลังว่าง555 ร้านนี้เทนโจใจดีระดับซุปเปอร์ ไม่เคยว่าอะไรเลย ทำอย่างมีความสุขมาก ไม่เหมือนร้านแรก เป็นคนญี่ปุ่นแบบดูถูกคนต่างชาติ พูดเอาดีเข้าตัว แค่เห็นหน้าก็เครียดแล้ว!  วิธีทำงานร้านนี้ไม่ยากเท่าสองร้านแรกเพราะเป็นร้านของคนไทย จะมีพี่คนไทยที่เป็นพนักงานประจำอยู่ด้วย เลยทำสบายๆ

เล่าถึงการทำงานเป็นพนักงานเสริฟ์หน่อยละกัน เรียกว่าเกือบทุกคนที่ไปญี่ปุ่นจะต้องเคยทำงานร้านอาหารแน่นอน โดยเฉพาะร้านอาหารไทยเพราะอย่างน้อยเราก็คุ้นเคยกับมัน เอาจริงๆถามว่ายากมั้ย มันจะยากช่วงแรก อะแน่นอน คนเราพอมีประสบการณ์มันก็ต้องดีขึ้น แรกๆก็ต้องนั่งจำชื่ออาหารไทยเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน อย่างทอดมัน ผัดผักบุ้ง ยำวุ้นเส้น ปอเปี๊ยะ เป็นต้น ซึ่งมันไม่ได้ทับศัพท์ในเมนูอาหาร เช่นยำวุ้นเส้นก็จะเรียก 春雨サラダ (ฮะรุซะเมะซะระดะ) ก็ต้องทำความคุ้นเคยกันไป แล้วก็ต้องสามารถพออธิบายได้ว่ามันคืออะไรแบบง่ายๆเผื่อลูกค้าถาม เช่นทอดมันนี่ใช้ปลาอะไรทำ (กรูไม่รู้...ก็วิ่งไปถามพ่อครัวฮะ) แล้วก็จำศัพท์ของที่มีในร้านอาหาร ที่ลูกค้าจะถามถึงบ่อยสุดคือไม้จิ้มฟัน แรกๆโคตรงงเพราะชื่อมันเรียกยาก เรียกว่า つまようじ (ซึมะโยจิ) แต่ศัพท์พวกนี้พอเจอบ่อยๆมันก็จะจำได้เอง แต่ถ้าไม่อยากเงิบๆงงๆก็ท่องไว้ก่อนก็ดีนะ^^

ข้อแนะนำในการทำงานพิเศษร้านอาหาร
ควรเลือกร้านที่มีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น เพราะจะได้ฝึกระบบการทำงานแบบญี่ปุ่น และจะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นมากกว่าร้านที่เจ้าของเป็นคนไทย ถ้าใครมั่นๆไปสมัครร้านอาหารญี่ปุ่นเลยยิ่งดี เพราะจะได้ฝึกภาษาไปในตัวด้วย  แต่ถ้าใครจำเป็นที่ต้องหาเงินจริงๆข้อนี้เอาไว้ก่อนก็ได้จ้า ทำที่ไหนก็ได้ที่เราสบายใจ ของเราโชคดีหน่อยที่มีคนแนะนำเข้าไปทำทั้งหมด แต่จริงๆสามารถเข้าไปสมัครร้านที่อยากทำเองได้เลย อย่าเพิ่งไปกลัวว่าเค้าจะรับเรามั้ย มีเพื่อนอยู่หลายคนที่เดินเข้าไปสมัครเองและได้งานโดยที่ไม่มีใครแนะนำ แถมเป็นร้านญี่ปุ่นด้วย อามรณ์แบบอยากทำร้านนี้ ร้านสวยน่ารัก ก็ลองเข้าไปสมัครดูเลย เดี๋ยวนี้คนต่างชาติไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น โอกาสในการสมัครน่าจะมีมากที่เค้าจะรับ ยิ่งคนได้ภาษาอังกฤษด้วยยิ่งดีนะ^^

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน ค่าใช้จ่าย

Wednesday, 3 September 2014

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน เริ่มเรียนแบบเงิบๆ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกัน 2 ตอนแรกจนมาถึงตอนที่ 3 นี้ ตอนแรกที่ตั้งงบไว้กะไปเรียนแค่ 1 ปี ก็สมัครไปตามนั้น ตอนที่ไป ไปตอนเดือนตุลาคม ซึ่งสมัยก่อน (โอ้โห ดูมันน้านนานมาแล้ว...) สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นยังมีแค่ปีละครั้ง  (สอบเดือนธันวาของทุกปี) จุดนี้ทำให้พลาดไปนิดหน่อยเพราะถ้าไปเดือนตุลาก็มีเวลาเรียนแค่ 2 เดือนก่อนสอบ ซึ่งก่อนไปทางโรงเรียนโตโยที่จะไปเรียนก็ถามมาว่าเราจะสมัครสอบไว้ก่อนเลยมั้ย เพราะมันต้องสมัครก่อนล่วงหน้า เราก็โอเคจ้า ไหนๆไปแล้วลองโลดแบบไม่คิด สอบระดับ 2 เลยจ้า (สมัยก่อนยังคงมีแค่ 4 ระดับ, ระดับ 1 คือสูงสุด) แหม่ในใจคิดว่าเฮ้ย! เรียน 2 เดือนเอาระดับสองเลย แล้วเรียนจบกลับมาก็สอบระดับ 1 พอดี ช่างเป็นความคิดที่ดูดีทีเดียวเชียว! แต่ในความเป็นจริง (ที่ไม่ได้ดูความสามารถตัวเองเล้ย) คือมันยากกกกกมากกกกกค่า ติดตามความเงิบของอิชั้นได้ดังต่อไปนี้

สอบแบ่งชั้นเรียนง่อยมาก
ไปถึงโรงเรียนวันแรกจะมีการสอบวัดระดับแบ่งชั้นเรียน แหม อายอะตอนแรกกะว่าจะได้เรียนแบบชั้นกลาง แต่สอบออกมาได้ชั้นต้นจ้า ง่อยมาก555 นี่เป็นเพราะการเรียนแบบไม่ปะติดปะต่อกันและไม่มีพื้นฐานไวยกรณ์ที่ดี ถึงแม้ว่าจะพูดพอได้แต่ภาษาพูดกับภาษาเขียนมันคนละเรื่อง และก่อนไปก็ไม่ได้เรียนเตรียมไปก่อนเลยจ้า จบมหาลัยก็ทิ้งมันไว้อย่างนั้น ซึ่งการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็จำเป็นที่ต้องมีสิ่งเหล่านี้ ถึงจะสื่อสารเป็นประโยคได้ดี (จริงๆก็ทุกภาษานะ) นี่คือจุดประสงค์ที่มาเรียนเลย เพราะรู้สึกว่าแต่งประโยคไม่เป็นสักที ฟังพอได้เพราะชอบดูละคร ดูรายการทีวี แต่จะพูดทีนึงจะได้เป็นคำๆไป อธิบายยาวๆไม่ถูก โอเค วกมาเรื่องสอบแบ่งห้อง อย่างที่เล่าไปในตอนแรกว่าที่เลือกโรงเรียนนี้ เพราะมีจำนวนนร.พอสมควร ทำให้แบ่งห้องได้หลายระดับ จากที่สอบได้ชั้นต้นก็ได้ไปเรียนห้องต่ำสุด หา!?! สาบานได้ว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นมากว่า 7 ปีก่อนจะไป และเรียนเป็นวิชาโทที่มหาลัยด้วย!!! แล้วทำไมถึงทำข้อสอบไม่ได้? ปัญหาคือเราไม่ได้ทบทวนก่อนมา เลยทำให้ทำข้อสอบไม่ได้ คันจิลืมหมดจริงๆ (เป็นตย.ที่ไม่ดีนะคะ) ไปเรียนวันแรกเริ่มมินนะเล่ม 1 OMG! คือมันก็ง่ายไปนะ TT ก็เลยไปปรึกษาหัวหน้าครูที่โรงเรียน ครูเขาเข้าใจเพราะอย่างน้อยเราก็สื่อสารกับเค้ารู้เรื่อง เราก็ถามเค้าว่าพอจะเข้าไปเรียนระดับกลางได้มั้ย เค้าบอกว่าจะไปเรียนก็ได้แต่พอดีห้องที่มีอยู่มีแต่เด็กที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ด้วยความสามารถอันน้อยนิดของเราตอนนี้อาจจะทำให้เราไม่พัฒนา (อันนี้คิดเอาเอง) เค้าเลยเสนอว่างั้นไปเรียนอีกห้องที่เป็นชั้นต้นแต่เป็นการเริ่มเรียนแบบทวนตั้งแต่แรกแต่จะสปีดเร็วสุดๆ อืม...นี่เราห่วยขนาดสอบเข้าห้องนี้ไม่ได้เลยเหรอ(วะ) คิดในใจ...แง๊ แล้วก็ตอบโอเคไป พอเข้าไปเรียนก็รู้สึกว่าโอเคมากๆ เพราะเราเคยเรียนไปแล้วแต่ลืมหมดแล้ว เลยได้ทบทวนอีกที มานั่งคิดทำไมตรูไม่อ่านหนังสือมาให้มากกว่านี้ฟระเนี่ยยย!!! แต่เป็นเพราะตอนนั้นคิดเองง่ายๆว่าไหนๆก็จะมาเรียนแล้วจะต้องมาเรียนก่อนอีกทำไมอะ มาสอบๆไปก็น่าจะทำได้แหละ แต่เผอิ้ญข้อสอบมันเป็นข้อเขียนมิใช่วงกลมนะจ๊ะ...แล้วตัวเองก็ไม่ได้สนใจจะถามหรือหาข้อมูลตรงนี้ก่อนว่าก่อนไปควรเตรียมตัวเรื่องเรียนอย่างไร มัวแต่ไปคิดเรื่องเงินซะเยอะ ดังนั้นคนที่กำลังคิดจะไปเรียนควรจะเรียนให้ตัวเองเข้าใจให้มากที่สุดก่อนไป อย่าเป็นแบบอิชั้นนะเจ้าคะ...T^T

เริ่มเรียนก็ช็อค
ย้อนกลับไปวันแรกที่ได้ไปลองเรียนห้องต่ำสุดที่เริ่มจากมินนะ 1 เซนเซ (เอาไว้เรียกคุณครูในภาษาญี่ปุ่น) ได้ขึ้นกระดานเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบมีคันจิเต็มที่แบบที่เกิดมาเพิ่งเคยเห็น O_o และพูดกับเราประหนึ่งว่าเราฟังท่านรู้เรื่องและอ่านคันจิเข้าใจ นี่ขนาดเริ่มแนะนำตัวเองนะ OMG! อีกรอบหลังจากช็อคว่าตัวเองสอบได้ห่วย TT และในห้องจะมีประชากรจีนเยอะสุดรองลงมาเกาหลี แล้วทุกคนก็ดูเหมือนจะเข้าใจไอ้คันจิที่เซนเซเขียนดี เราได้แต่นั่งอึ้งทำตาปริบๆ พยายามจะอ่านแต่พยายามยังไง๊ก็ไม่ได้ ก็มันจะได้ได้ยังไงกันเล่าค่า จีนกับเกาหลีมันใช้คันจิคล้ายญี่ปุ่นมันก็เข้าใจกันสิ (จริงๆคือญี่ปุ่นไปเอาจากจีนมาใช้) ก็ได้แต่ทำหน้างงไปเผื่อเซนเซจะได้รู้ว่ากรูอ่านไม่ออกค่า TT 

ชีวิตคือคันจิ
ความยากลำบากของการเรียนคือมันมีสอบทุกวันเลยจ้า แถมเป็นการสอบคันจิแบบโหดมากสำหรับเด็กไทยที่ไม่รู้ที่มาว่ามันมาจากไหน คันจิตัวนึงอ่านได้หลายอย่างอีกแน่ะ ทำไมไม่ทำให้มันง่ายๆค่า ขอกรีดร้อง สิ่งที่เคยได้เรียนมามันเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย อาจารย์ให้ชีทมา แล้วบอกว่าจะสอบพรุ่งนี้ กรี๊ด คันจิเต็มหน้ากระดาษให้อ่านวันเดียว TT ชีวิตประจำวันคือ เรียนครึ่งวัน อีกครึ่งวันนั่งท่องคันจิจ้า มีอยู่วันนึงจำได้ขึ้นใจอาจารย์อยู่ดีๆก็บอกว่าจะสอบคันจิแบบให้ข้อสอบมาหนึ่งแผ่น นั่งอึ้งอยู่สักพักว่าสิ่งที่เห็นในกระดาษมันจะอ่านว่าอะไร สุดท้ายก็เหลือบไปมองคนจีนที่นั่งข้างๆ มันคงเห็นเรานั่งนิ่งเลยส่งกระดาษให้เราลอก (พอดีเซนเซไม่อยู่คุม) ช่างใจดีจริงๆ ถึงเราลืมชื่อนายไปแล้วแต่ยังจำหน้าได้นะเพราะหล่อ อิๆๆๆ แต่ขนาดว่าคนจีนมันก็ยังทำได้ไม่หมดเลย คือมันยากมากนั่นเอง อยากจิร้องไห้กับคันจิมากๆ ทำยังไงให้จำได้ อ่านได้ คือต้องพยายามเขียนทุกวัน พอเจอบ่อยๆเข้ามันจะซึบซับเข้าไปเอง แต่ใช้เวลานานหลายเดือนมากๆ ใครที่จะไปเรียนขอแนะนำให้ทำตัวเป็นมิตรกับคันจิไว้เยอะๆแล้วชีวิตจะสบายขึ้น (มั้ง555)

คำช่วยคืออะไร
ภาษาไทยไม่มีระบบนี้ ภาษาญี่ปุ่นจะมีระบบคำช่วยหรือคำเชื่อมประโยคชี้ให้เห็นว่าคำศัพท์นั้นมีหน้าที่อะไรในประโยค ซึ่งมันค่อนข้างซับซ้อนและยากหากไม่ได้เรียนแบบถูกต้อง ยังไม่ขออธิบายมากเพราะมันจะออกทะเลไปไกล กลับมาเรื่องตัวเองก่อนนะ^^ อย่างที่บอกว่าเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมา 7  ปีก่อนที่จะไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่มันเป็นการเรียนแบบสัปดาห์ละครั้งแล้วก็เรียนๆหยุดๆ ตอนที่เรียนที่มหาลัยก็เป็นการเรียนเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ (เรียนมหาลัยที่ออสเตรเลีย) ทำให้ไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีก เข้าตำราว่ายิ่งเรียนมานานเหมือนรู้แต่จริงๆไม่รู้หรอก ทุกครั้งที่มีสอบจะเอาตัวรอดมาได้ตลอด แต่จะตกส่วนที่ให้เติมคำช่วยประจำ คือสมัยที่เรียนตำราเรียนยังไม่น่าเรียนเหมือนตอนนี้ รูปก็ไม่มี มีแต่ตัวหนังสือ สรุปคือที่เรียนมาคือช่วยให้อ่านออกเขียนได้และรู้คำศัพท์ แต่ไวยากรณ์ก็ง่อยอีกค่ะ ขอสารภาพตรงนี้ว่าถึงแม้ว่าไปเรียนที่ญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้ช่วยให้เข้าใจกระจ่างจริงๆ แต่จะใช้ถูกบ้างเพราะอาศัยเคยชินกับรูปประโยค ใช้คำว่าถูกบ้างเพราะบางทีภาษาพูดจะไม่ใส่คำช่วยเลย แต่เวลาเขียนแบบจริงจังหรืออ่านเนื้อเรื่องเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ แต่ปัญหานี้จะหมดไปได้ เพราะสมัยนี้การสอนพัฒนาไปมาก หนังสือแบบเรียนก็เยอะทำให้หาความรู้ได้ไม่ยากแล้ว ถ้าเราได้ลงเรียนคอร์สจริงๆจังๆที่เมืองไทยป่านนี้คงเก่งกว่านี้มากๆเลย เพราะเอาจริงๆว่ามาเข้าใจคำช่วยกระจ่างแจ่มแจ้งก็ตอนจะต้องสอนคนอื่นนี่แหละ 

หลังจากเงิบไปได้สักสองเดือนถึงเวลาต้องมาสอบวัดระดับที่ดันเงิบไปสมัครไว้ก่อนไป แถมระดับ 2 อีก จะเหลือเหรอคะ คือทำไม่ได้ค่าาาาาา TT ก็ได้แต่ตั้งใจเรียนต่อไป และมานั่งคิดทบทวนดูใหม่ว่ากว่าจะได้สอบอีกทีก็อีก 1 ปี ถ้าเราเรียนแค่ปีเดียวเราจะต้องกลับไปสอบที่ประเทศไทย เพราะต้องกลับประมาณ เดือนกันยายน แบบนี้ไม่น่าจะดี เพราะถ้ากลับไปกว่าจะสอบก็ต้องรออีก 3 เดือน จะลืมมั้ยล่ะเนี่ย ขนาดเรียนมา 7 ปียังไม่ช่วย เห็นทีจะต้องต่อคอร์สไปอีกสักครึ่งปีน่าจะดีกว่า ก็เลยตัดสินใจได้ว่าจะเรียนเป็นปีครึ่ง ทีนี้ก็ต้องวางแผนเรื่องเงินกับที่อยู่กันใหม่อีกสิเนี่ย...



เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน ค่าใช้จ่าย

Thursday, 31 July 2014

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน ค่าใช้จ่าย

เอาล่ะ! เมื่อนั่งพิจารณาดูข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทที่ดูแล้วดูอีกดูมันทุกวัน (ข้อมูลก็เดิมๆน่ะแหละ) เข้าไปกดดูเว็ปไซต์ของโรงเรียนเพื่อความชัวร์ว่าใช่ตามที่อยากไปเรียนอีกต่างหาก เป็นภาษาญี่ปุ่นอ่านยังออกไม่มากคันจิจะแยะไปไหน ก็อาศัยดูรูปกับแผนที่ไปก่อนเพิ่มความมั่นใจว่าตัดสินใจไม่พลาด พอมั่นใจแล้วว่าเอาที่นี่แหละ ก็มีสิ่งที่ต้องคิดเพิ่มก็คือ

1. จะไปเรียนกี่ปี
อันนี้ตัวหลักค่าใช่จ่ายเลยเชียว ยิ่งนานยิ่งแพง จะเรียนกี่ปีดี? อืม...พิจารณาจากความสามารถภาษาญี่ปุ่นตัวเองที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่สมัยมัธยมแบบตะกุกตะกักสัปดาห์ละครั้ง แล้วก็มั่วไปเรียนที่มหาลัยเป็นวิชาโทเพิ่มแบบพอได้ แต่ขอบอกว่าไวยกรณ์เน่าเฟ๊ะ แต่เรื่องพูดกะฟังนี่พอถูไถเลย เพราะมีเพื่อนญี่ปุ่นเยอะและประกอบกับติ่งดารา (แหม๊ได้ใช้คำถูกสมัย) จะได้ไปทางภาษา(มั่ว)พูดซะเยอะ ก็เลยคิดว่า อืมมมม ถ้าสัก 3 เดือน...เอิ่ม..ยังไม่ได้อะไรมั้ง คงแค่ซึบซับบรรยากาศ งั้น 6 เดือน ก็น่าจะโอ แต่เหมือนมันน้อยๆไงไม่รู้ เวลามีคนถามว่าเรียนที่ญี่ปุ่นนานแค่ไหน ตอบเป็นปีดูดีกว่าแยะ งั้นตกลงไป 1 ปี โอเค! 555 บางคนอาจจะคิดว่าอีนี่มันบ้าเปล่าเนี่ย เชื่อถือได้มั้ย เอาจริงๆ คิดแบบนี้จริงๆนะ 555 แต่โดยหลักการ(ที่ใครบอกไม่รู้) เรียนภาษาที่เมืองนอกควรจะมีขั้นต่ำสัก 1 ปี และจากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนและเคยเรียนที่ต่างประเทศ 7 ปี ก่อนตัดสินใจไปเรียนที่ญี่ปุ่น คิดว่าอย่างน้อยต้องมี 1 ปีเหมือนกัน แล้วก็จะได้อยู่ครบทุกฤดูอีกด้วย เหตุผลแบบนี้พอดูโอเคมั้ยคะ ^___^ ต่ออีกนิด บางคนอาจจะคิดว่างั้น 2 ปีไปเลยน่าจะดี จะได้ฝึกเต็มที่ อุแหม่ โคตรจะอยากอยู่นานๆเลยล่ะ แต่ติดตรง "โอคาเนะ" (เงิน)นี่สิ จบข่าว แต่เอาจริงๆพอไปถึงก็ตัดสินใจต่อเป็นปีครึ่ง ไว้ตอนต่อไปมาเล่าอีกทีว่าทำไม :)

2. จะพักที่ไหน
ค่าที่พักที่ญี่ปุ่นถือว่าโหดแสนโหด โดยเฉพาะโตเกียว ค่าเรียนจริงๆยังนับว่าไม่แพงมาก โรงเรียนเอกชนหรืออินเตอร์บ้านเราบางที่ยังแพงกว่าเลย มันจะรอดไม่รอดก็ค่าที่พักนี่แหละ ขอท้าวความนิสนึง จริงๆแล้วมีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่นก็กะว่าจะไปขออาศัยเค้าอยู่ เพราะบ้านเค้ารับนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว แล้วก็สนิทกันมานาน บังเอิ๊ญค่า อีตอนเราจะไปพี่สาวเพื่อนจะกลับมาอยู่บ้านพอดี ห้องที่ว่างก็เลยไม่ว่างซะแล้ววววว ความฝันแตกสลายที่จะได้ที่อยู่ฟรี ธ่อ...T^T ถ้าไปเที่ยวไปค้างได้ แต่คราวนี้จะอยู่เป็นปีคงไม่สะดวก จะไปรบกวนเค้าเกินไปด้วย ก็เลยต้องตัดใจลองอยู่หอพักของโรงเรียนไปก่อน คือจริงๆไม่ชอบแชร์ห้องกับใครเลย แบบต้องนอนห้องเดียวกัน แล้วโชคดีม๊าก (นับเป็นความโชคดีในความโชคร้ายสินะ) หอที่เลือกจริงๆต้องนอน 2 คน แต่นักเรียนยังไม่มากทางโรงเรียนเลยให้นอนคนเดียวได้ แถมห้องอยู่ตรงข้ามโรงเรียนเลยจ้า  เย้!!!! โล่งไปหนึ่งเรื่อง

จากนั้นก็ไปจัดแจงขอราคาค่างวด เอ้ย ค่าเล่าเรียนกับค่ากินอยู่จากทางเอเจนท์แบบละเอียดว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ต้องจ่ายเมื่อไหร่ แบ่งจ่ายได้มั้ย ขอแปะลิงค์ของทางเจเอ็ดดูเคชั่นไว้ประกอบเพิ่มซึ่งเค้าได้แจกแจงรายละเอียดไว้อย่างดีเชียว http://www.jeducation.com/THAI/academic/longterm_expense.html

ส่วนของทางโรงเรียนที่เราเลือกไปมีค่าใช่จ่ายดังนี้
โรงเรียน Toyo Language School (หน่วยเงินเยน)
ค่าสมัคร  20,000
ค่าแรกเข้า  100,000
ค่าเล่าเรียน 1 ปี  540,000
อื่นๆ เช่นตำรา กิจกรรม  84,000
รวม  744,000 ( x 0.33 = 245,520 บาท)

ส่วนของค่าที่พัก (หน่วยเงินเยน)
เดือนละ  48,000 x 3 = 144,000
ค่าน้ำไฟแก๊ซ  7,500 x  3 = 22,500
ค่ามัดจำ  30,000
รวม ( 3 เดือน รวมมัดจำ)  196,500 ( x 0.33 = 64,845 บาท)                      
**หากคิดเป็นต่อเดือนจะอยู่ที่  55,500 ( x 0.33 = 18,315 บาท) 
ค่าที่พักและค่าน้ำไฟแก๊ซ จะต้องจ่ายล่วงหน้า 3 เดือนจ้า พวกค่าน้ำไฟแก๊ซใช้ไม่ถึงจะโอนไปใช้เดือนถัดไปได้นะ รวมค่าอินเตอร์เน็ทในหอแล้วด้วยอีกต่างหาก^^ ราคานี้อ้างอิงจากปัจจุบันเลยเพราะจำราคาตอนที่ไปไม่ได้ขอสารภาพจ้า เนื่องจากมันนานมากๆๆๆๆ =='

สรุปที่ต้องจ่ายก่อนไปคือประมาณ 310,365 บาท (ขึ้นอยู่กับเรท ณ วันที่จ่าย) 
จำนวนเงินนี้ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับและค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ทีนี้มาถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆต่อเดือนคร่าวๆนอกเหนือจากที่กล่าวมา (หน่วยเงินเยน)
ค่าอาหารต่อวัน
   เช้า 200 (ทานพวกโยเกิร์ตกับขนมปัง)
   กลางวัน 600 (ทานข้าวกล่อง)
   เย็น 800 (ทานร้านอาหารบ้างทำกินเองบ้าง)
   รวม 1,600
   ต่อเดือนประมาณ 48,000
ค่าโทรศัพท์รายเดือน  4,000
ค่าประกันสุขภาพรายเดือน  2,000 (ขึ้นอยู่กับเขตที่อาศัยอยู่)
ค่าอินเตอร์เน็ท  รวมอยู่ในค่าหอและใช้ที่โรงเรียนได้
ค่าเดินทาง  ไม่มีเพราะหออยู่ตรงข้าม หึๆๆ (หัวเราะอย่างผู้มีชัยชนะ)
รวม  54,000 ( x 0.33 = 17,820 บาท)
หากทำกับข้าวทานเองจะถูกลงกว่านี้มาก ตรงนี้แต่ละคนไม่เท่ากัน เอาเป็นว่าที่เขียนไว้อยู่ได้แบบไม่อดอยากละกันนะ V^__^V

สิ่งที่จำเป็นต้องซื้อเมื่อถึงประเทศญี่ปุ่น (หน่วยเงินเยน)
ผ้านวม,ปลอกหมอน,ผ้าคลุมฟูก  5,000 (ราคาคร่าวๆนะจ้า)
โทรศัพท์มือถือ  0 (เลือกมือถือที่มีโปรฟรีค่าเครื่องจ้า)
อุปกรณ์ทำครัว (หากคิดจะทำ)  1,000 (ร้าน 100 เยน ได้สิบอย่างเลย)
รวม  6,000 ( x 0.33 = 1,980 บาท)
สำหรับผ้านวม,ปลอกหมอน,ผ้าคลุมฟูกใครจะเอาไปจากไทยก็ได้ แต่เราว่าของญี่ปุ่นดีกว่ามากมาย ตอนกลับยังเอากลับมาใช้ที่ไทยด้วย^^ หากใครเอาไปก็จะประหยัดไปได้อีกหน่อย ระวังนิดนึงตรงผ้าคลุมฟูก ที่ใช้คำว่าฟูกเพราะที่โน่นอาจไม่ใช้เตียง เอาไปไซส์อาจจะไม่พอดี ตอนที่ไปทางโรงเรียนจัดฟูกให้ (ของใหม่เลย) อยากเอากลับมาด้วยอีกแล้ว แต่มันหนักเกินเลยอดเลย

สรุปอีกทีแบบจ่ายก่อนไปและอยู่ได้อีก 3 เดือน
ค่าใช้จ่ายก่อนไป  310,365 บาท (รวมค่าเรียน 1 ปีและค่าที่พัก 3 เดือนแรก)
ค่าใช้จ่ายอื่นๆต่อเดือน  17,820 x 3 เดือน = 53,460 บาท
สิ่งที่จำเป็นต้องซื้อ  1,980 บาท
รวม  365,805 บาท
ราคานี้ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าวีซ่านะจ๊ะ และให้บวกค่าใช้จ่ายส่วนตัวไปด้วยตามแต่ต้องการจะใช้เผื่ออยากช้อปปิ้ง555 ห้ามใจยากด้วยประเทศนี้ ออกจากบ้านปุ๊ปโอกาสควักเงินสูงมาก

สำหรับเดือนที่ 4 เป็นต้นไปค่าใช้จ่ายรายเดือนจะอยู่ที่ 36,135 บาท
และอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆหากเราต้องการร่วมกิจกรรม Homestay ต่างจังหวัด จะต้องจ่ายเพิ่มเอง และแน่นอนว่าไปญี่ปุ่นก็ต้องอยากเที่ยว ก็ควรเผื่อเงินไว้สำหรับตรงนั้นด้วย แต่เอาจริงๆตอนที่ไปเรียนแทบไม่ได้เที่ยวไกลๆเลยนอกจากไปกับโรงเรียนเพราะค่าเดินทางแพงมากๆ เป็นนักเรียนไม่สามารถซื้อ japan rail pass ได้เหมือนนักท่องเที่ยว จะเที่ยวทีไม่มีปัญญาเลยตอนนั้น

ท้ายสุดๆ
เอาง่ายๆสุดๆถ้าขี้เกียจคิดคือควรมีอย่างน้อย 400,000 บาท หากคิดจะไปเรียนที่่ญี่ปุ่นและอยู่รอดได้ 3 เดือนแรกแบบไม่ลำบาก ตอนที่เราไปนอกจากเตรียมเงินก่อนไปแล้วยังเผื่อไว้อีก 150,000 บาทเผื่อค่าที่พักได้อีก 3-4 เดือน นอกนั้นกะจะทำงานพิเศษเพื่อมาช่วยค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เหลือจะได้ไม่ต้องรบกวนที่บ้านมากนัก

ขอเพิ่มเติมนิดนึงหากใครสนใจที่จะไปเรียนโรงเรียนโตโยเหมือนกัน ตอนนี้ทางโรงเรียนได้ย้ายไปตึกใหม่ซึ่งหอที่เราได้พูดถึงก็อาจจะไม่มีแล้ว แต่ยังไงก็ยังคงคอนเซ็ปคือไม่ต้องเสียค่าเดินทางนะ ที่พักหากอยู่ในเมืองเดียวกันปั่นจักรยานไปสบายมากๆ สำหรับข้อมูลอัฟเดทลองติดต่อทาง Jeducation ดูได้จ้า

ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านกัน ติชมกันได้นะ^^ ตอนต่อไปจะมาเล่าถึงการเรียนที่ญี่ปุ่นและการหาเลี้ยงชีพเพื่อความอยู่รอดในประเทศญี่ปุ่นสำหรับอีก 9 เดือน หรือบางทีอาจจะเป็น 1 ปี 3 เดือน! เอ๊ะยังไง ^____^


Friday, 25 July 2014

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน หาโรงเรียน

ปกติแล้วคนมักให้ความสนใจว่าไปเรียนที่ญี่ปุ่นจะขอทุนยังไงเพราะประเทศนี้เค้าแจกทุกฟรีเป็นว่าเล่น น่าจะรู้จักกันคือทุนมงบุโช (Monbukagakusho หรือย่อว่า MEXT) ชื่อไทยก็คือทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนั่นเอง ถือว่าเป็นการให้ทุนเรียนกันฟรีๆ ได้เงินต่อเดือนฟรีๆที่ใช้กินอยู่ได้อย่างสบายๆ บางคนเหลือเก็บอีกต่างหาก อื้อหือ...อะไรมันจะดีขนาดน้าน อยากได้กะเค้ามั่ง แต่มันต้องฟันฝ่าหลายอย่างเหลือเกิน ด่านแรกคือเกรด...จบกัน...น่าจะตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ T^T แต่เดี๋ยวก่อน เกรดน้อยแต่ถ้ามีสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นมาช่วยก็พอได้ โอเคพอคุยกันได้ แต่ด่านสองคือการกรอกเอกสารอันยาวเหยียด เขียน Study Plan อีก ก็นั่นสิเขาให้ฟรีๆจะมาง่ายๆได้ยังไง โอเค ง่ายๆคือเราขี้เกียจ ก็แค่อยากจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นตามความฝันว่า อยากเล่นเกมรู้เรื่อง ฟังดาราโปรดพูดเข้าใจ ไปเที่ยวพูดได้สบายๆ ไปเองก็ได้ฟะ ไม่ง้อหรอกทุนเทิน เชอะ! เป็นเหตุให้เริ่มหาข้อมูลเรียนต่อภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว ซึ่งสมัยนั้นที่แนะแนวเรียนต่อประเทศญีปุ่่นยังน้อยมากๆ (สมัยปี 2005) พอดีมีเพื่อนทำงานที่ Jeducation เลยลองติดต่อหาข้อมูลไปดู ก็มีโรงเรียนให้เลือกอยู่พอสมควร แถมเค้าดำเนินการให้หมด เตรียมเอกสารและจ่ายตังค์อย่างเดียว55 เลยตกลงใจใช้บริการที่นี่ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย (ขอบคุณพี่จูนมานะที่นี้นะคะ^^) หลังจากนั้นก็มานั่งเลือกว่าจะเรียนที่ไหนดี ซึ่งคนที่ไม่รู้เลยอะไรเลยอาจจะเลือกไม่ถูก ขอให้ตั้งเกณฑ์ของตัวเองก่อนเลือกโรงเรียนว่าเราต้องการแบบไหน บางคนอาจจะต้องดูที่ค่าเรียนอันดับแรก บางคนขออยู่ในเมือง บลาๆๆ ซึ่งของตัวเองก็ได้คิดไว้ค่อนข้างเยอะทีเดียว เอามาเล่าสู่กันฟังจ้า

เกณฑ์การเลือกโรงเรียนที่ตั้งไว้

1. ที่พักกับโรงเรียนต้องเดินหรือปั่นจักรยานได้
    ไม่อยากจะเสียเงินค่ารถไฟเพิ่มอีก เนื่องจากไปเงินตัวเองอะไรประหยัดได้ก็ควร

2. อยู่ในโตเกียว แต่ขอชานเมือง แบบคนไม่พลุกพล่าน และเข้าเมืองได้ไม่ยาก
    คืออยากมีอารมณ์แบบวันไหนอยากเข้าไปชินจูกุ ชิบุย่าก็ไปได้ไม่ยาก ชีวิตปกติขอแบบเงียบสงบ

3. มีนักเรียนไทยไม่เยอะ
    ขืนเยอะคนมิวายคุยภาษาไทย แทนที่จะได้คุยญี่ปุ่นเยอะๆ ลองชั่งน้ำหนักดูระหว่างจำนวนนักเรียนทั้ง
    โรงเรียนกับจำนวนนักเรียนไทย ตั้งเป้าไว้ว่าขอแค่ 5 % ของทั้งหมด

4. โรงเรียนมีจัดทริปไป Homestay ต่างจังหวัด
    อยากลองไปอยู่กับครอบครัวญี่ปุ่นหลายๆแบบ ส่วนตัวมีเพื่อนคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว และเคยไป homestay
    สมัยเรียนมหาวิทยาลัย รู้สึกว่าได้ฝึกภาษาดีมากๆ แถมได้ลองอาหารญี่ปุ่นแบบ homemade อีกด้วย

5. ต้องมีจำนวนนักเรียนเยอะพอสมควรและไม่มากจนเกินไป
    ถ้าโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่าร้อยคน การแบ่งห้องเรียนจะทำได้ไม่เต็มที่เพราะคนน้อย เช่น
    โรงเรียน ABC มีนักเรียนราว 70 คน มีห้องเรียน 5 ห้อง ดังนี้
       ห้อง 1 เริ่มต้นตั้งแต่แรก
       ห้อง 2 เริ่มต้นระดับกลาง
       ห้อง 3 ติวสอบ N2
       ห้อง 4 ติวสอบ N1
       ห้อง 5 ติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
   หากเราเรียนมินนะจบเล่มสาม ก็จะมี 2 ทางเลือกคือ ห้อง 1 หรือ ห้อง 2 หากเราเลือกเรียนห้องเริ่มต้น
   เราอาจจะเสียเวลา และหากเราเลือกที่จะเรียนห้องระดับกลาง เราก็อาจจะมึนงงได้ ตรงนี้บางคนอาจ
   จะมองข้ามไป แต่เราคิดเยอะเพราะจ่ายเงินไปเองจะให้เสียเวลาเรียนแล้วได้น้อยหรือได้ไม่เต็มที่มันก็
   จะเป็นการเสียเงินและเวลาโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุผลนี้ควรเอามาคิดต่อเมื่อเราเรียนอยู่ในขั้นที่ไม่
   จบชั้นต้นดี หรือเรียนมานานมากๆจนไม่รู้ว่าตัวเองควรอยู่ระดับไหน ถ้าเราไม่ได้แน่ใจว่าจะอยากเริ่มชั้น
   ต้นใหม่ก็ต้องไปลุ้นว่าเค้ามีห้องที่เรียนถึงไหนกันแล้วบ้าง ก่อนไปอาจต้องสอบถามกับทางโรงเรียนดู
   ก่อนจ้า

6. ต้องมีนักเรียนจากหลากหลายชาติ
   ไปเรียนทั้งทีก็อยากได้เพื่อนหลายๆชาติเผื่อไปเที่ยวประเทศนั้นๆจะได้มีคนพาเที่ยว 
    ความคิดแอบแฝง55

ดังเหตุผลที่กล่าวมาเยอะแยะก็เลือกโรงเรียนได้ซะทีคือ โรงเรียน Toyo Language School ที่สถานี Nishi Kasai อยู่ในชานเมืองโตเกียวแต่เข้าเมืองไม่ยากเลย หอพักหญิงอยู่ตรงข้ามโรงเรียนจ้า เดิน 2 นาที นักเรียนไทยโอเคไม่มาก รอบที่ไปมี 5 คน ถือว่าเป็นประชากรส่วนน้อยสุดๆ มีทริปไป homestay ตอนที่เรียนได้ไป hokkaido มีครบคุณสมบัติที่กล่าวไว้ เลยไม่ต้องลังเลเลยเอาที่นี่แหละ^^

หากใครมีแผนไปเรียนด้วยตัวเองก็ลองพิจารณาเหตุผลของตัวเองก่อนว่าอยากให้มีอะไรบ้างแล้วค่อยมาดูว่าโรงเรียนไหนใกล้เคียงที่เราต้องการสุดจ้า เรื่องการเรียนการสอนส่วนตัวคิดว่าไม่ต่างกันมากนักหากเป็นโรงเรียนสอนภาษามักจะเข้มข้นอยู่แล้ว คราวหน้ามาต่อเรื่องการการเงินกัน^^