Thursday, 31 July 2014

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน ค่าใช้จ่าย

เอาล่ะ! เมื่อนั่งพิจารณาดูข้อมูลทางอินเตอร์เน็ทที่ดูแล้วดูอีกดูมันทุกวัน (ข้อมูลก็เดิมๆน่ะแหละ) เข้าไปกดดูเว็ปไซต์ของโรงเรียนเพื่อความชัวร์ว่าใช่ตามที่อยากไปเรียนอีกต่างหาก เป็นภาษาญี่ปุ่นอ่านยังออกไม่มากคันจิจะแยะไปไหน ก็อาศัยดูรูปกับแผนที่ไปก่อนเพิ่มความมั่นใจว่าตัดสินใจไม่พลาด พอมั่นใจแล้วว่าเอาที่นี่แหละ ก็มีสิ่งที่ต้องคิดเพิ่มก็คือ

1. จะไปเรียนกี่ปี
อันนี้ตัวหลักค่าใช่จ่ายเลยเชียว ยิ่งนานยิ่งแพง จะเรียนกี่ปีดี? อืม...พิจารณาจากความสามารถภาษาญี่ปุ่นตัวเองที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่สมัยมัธยมแบบตะกุกตะกักสัปดาห์ละครั้ง แล้วก็มั่วไปเรียนที่มหาลัยเป็นวิชาโทเพิ่มแบบพอได้ แต่ขอบอกว่าไวยกรณ์เน่าเฟ๊ะ แต่เรื่องพูดกะฟังนี่พอถูไถเลย เพราะมีเพื่อนญี่ปุ่นเยอะและประกอบกับติ่งดารา (แหม๊ได้ใช้คำถูกสมัย) จะได้ไปทางภาษา(มั่ว)พูดซะเยอะ ก็เลยคิดว่า อืมมมม ถ้าสัก 3 เดือน...เอิ่ม..ยังไม่ได้อะไรมั้ง คงแค่ซึบซับบรรยากาศ งั้น 6 เดือน ก็น่าจะโอ แต่เหมือนมันน้อยๆไงไม่รู้ เวลามีคนถามว่าเรียนที่ญี่ปุ่นนานแค่ไหน ตอบเป็นปีดูดีกว่าแยะ งั้นตกลงไป 1 ปี โอเค! 555 บางคนอาจจะคิดว่าอีนี่มันบ้าเปล่าเนี่ย เชื่อถือได้มั้ย เอาจริงๆ คิดแบบนี้จริงๆนะ 555 แต่โดยหลักการ(ที่ใครบอกไม่รู้) เรียนภาษาที่เมืองนอกควรจะมีขั้นต่ำสัก 1 ปี และจากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนและเคยเรียนที่ต่างประเทศ 7 ปี ก่อนตัดสินใจไปเรียนที่ญี่ปุ่น คิดว่าอย่างน้อยต้องมี 1 ปีเหมือนกัน แล้วก็จะได้อยู่ครบทุกฤดูอีกด้วย เหตุผลแบบนี้พอดูโอเคมั้ยคะ ^___^ ต่ออีกนิด บางคนอาจจะคิดว่างั้น 2 ปีไปเลยน่าจะดี จะได้ฝึกเต็มที่ อุแหม่ โคตรจะอยากอยู่นานๆเลยล่ะ แต่ติดตรง "โอคาเนะ" (เงิน)นี่สิ จบข่าว แต่เอาจริงๆพอไปถึงก็ตัดสินใจต่อเป็นปีครึ่ง ไว้ตอนต่อไปมาเล่าอีกทีว่าทำไม :)

2. จะพักที่ไหน
ค่าที่พักที่ญี่ปุ่นถือว่าโหดแสนโหด โดยเฉพาะโตเกียว ค่าเรียนจริงๆยังนับว่าไม่แพงมาก โรงเรียนเอกชนหรืออินเตอร์บ้านเราบางที่ยังแพงกว่าเลย มันจะรอดไม่รอดก็ค่าที่พักนี่แหละ ขอท้าวความนิสนึง จริงๆแล้วมีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่นก็กะว่าจะไปขออาศัยเค้าอยู่ เพราะบ้านเค้ารับนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว แล้วก็สนิทกันมานาน บังเอิ๊ญค่า อีตอนเราจะไปพี่สาวเพื่อนจะกลับมาอยู่บ้านพอดี ห้องที่ว่างก็เลยไม่ว่างซะแล้ววววว ความฝันแตกสลายที่จะได้ที่อยู่ฟรี ธ่อ...T^T ถ้าไปเที่ยวไปค้างได้ แต่คราวนี้จะอยู่เป็นปีคงไม่สะดวก จะไปรบกวนเค้าเกินไปด้วย ก็เลยต้องตัดใจลองอยู่หอพักของโรงเรียนไปก่อน คือจริงๆไม่ชอบแชร์ห้องกับใครเลย แบบต้องนอนห้องเดียวกัน แล้วโชคดีม๊าก (นับเป็นความโชคดีในความโชคร้ายสินะ) หอที่เลือกจริงๆต้องนอน 2 คน แต่นักเรียนยังไม่มากทางโรงเรียนเลยให้นอนคนเดียวได้ แถมห้องอยู่ตรงข้ามโรงเรียนเลยจ้า  เย้!!!! โล่งไปหนึ่งเรื่อง

จากนั้นก็ไปจัดแจงขอราคาค่างวด เอ้ย ค่าเล่าเรียนกับค่ากินอยู่จากทางเอเจนท์แบบละเอียดว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ต้องจ่ายเมื่อไหร่ แบ่งจ่ายได้มั้ย ขอแปะลิงค์ของทางเจเอ็ดดูเคชั่นไว้ประกอบเพิ่มซึ่งเค้าได้แจกแจงรายละเอียดไว้อย่างดีเชียว http://www.jeducation.com/THAI/academic/longterm_expense.html

ส่วนของทางโรงเรียนที่เราเลือกไปมีค่าใช่จ่ายดังนี้
โรงเรียน Toyo Language School (หน่วยเงินเยน)
ค่าสมัคร  20,000
ค่าแรกเข้า  100,000
ค่าเล่าเรียน 1 ปี  540,000
อื่นๆ เช่นตำรา กิจกรรม  84,000
รวม  744,000 ( x 0.33 = 245,520 บาท)

ส่วนของค่าที่พัก (หน่วยเงินเยน)
เดือนละ  48,000 x 3 = 144,000
ค่าน้ำไฟแก๊ซ  7,500 x  3 = 22,500
ค่ามัดจำ  30,000
รวม ( 3 เดือน รวมมัดจำ)  196,500 ( x 0.33 = 64,845 บาท)                      
**หากคิดเป็นต่อเดือนจะอยู่ที่  55,500 ( x 0.33 = 18,315 บาท) 
ค่าที่พักและค่าน้ำไฟแก๊ซ จะต้องจ่ายล่วงหน้า 3 เดือนจ้า พวกค่าน้ำไฟแก๊ซใช้ไม่ถึงจะโอนไปใช้เดือนถัดไปได้นะ รวมค่าอินเตอร์เน็ทในหอแล้วด้วยอีกต่างหาก^^ ราคานี้อ้างอิงจากปัจจุบันเลยเพราะจำราคาตอนที่ไปไม่ได้ขอสารภาพจ้า เนื่องจากมันนานมากๆๆๆๆ =='

สรุปที่ต้องจ่ายก่อนไปคือประมาณ 310,365 บาท (ขึ้นอยู่กับเรท ณ วันที่จ่าย) 
จำนวนเงินนี้ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับและค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ทีนี้มาถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆต่อเดือนคร่าวๆนอกเหนือจากที่กล่าวมา (หน่วยเงินเยน)
ค่าอาหารต่อวัน
   เช้า 200 (ทานพวกโยเกิร์ตกับขนมปัง)
   กลางวัน 600 (ทานข้าวกล่อง)
   เย็น 800 (ทานร้านอาหารบ้างทำกินเองบ้าง)
   รวม 1,600
   ต่อเดือนประมาณ 48,000
ค่าโทรศัพท์รายเดือน  4,000
ค่าประกันสุขภาพรายเดือน  2,000 (ขึ้นอยู่กับเขตที่อาศัยอยู่)
ค่าอินเตอร์เน็ท  รวมอยู่ในค่าหอและใช้ที่โรงเรียนได้
ค่าเดินทาง  ไม่มีเพราะหออยู่ตรงข้าม หึๆๆ (หัวเราะอย่างผู้มีชัยชนะ)
รวม  54,000 ( x 0.33 = 17,820 บาท)
หากทำกับข้าวทานเองจะถูกลงกว่านี้มาก ตรงนี้แต่ละคนไม่เท่ากัน เอาเป็นว่าที่เขียนไว้อยู่ได้แบบไม่อดอยากละกันนะ V^__^V

สิ่งที่จำเป็นต้องซื้อเมื่อถึงประเทศญี่ปุ่น (หน่วยเงินเยน)
ผ้านวม,ปลอกหมอน,ผ้าคลุมฟูก  5,000 (ราคาคร่าวๆนะจ้า)
โทรศัพท์มือถือ  0 (เลือกมือถือที่มีโปรฟรีค่าเครื่องจ้า)
อุปกรณ์ทำครัว (หากคิดจะทำ)  1,000 (ร้าน 100 เยน ได้สิบอย่างเลย)
รวม  6,000 ( x 0.33 = 1,980 บาท)
สำหรับผ้านวม,ปลอกหมอน,ผ้าคลุมฟูกใครจะเอาไปจากไทยก็ได้ แต่เราว่าของญี่ปุ่นดีกว่ามากมาย ตอนกลับยังเอากลับมาใช้ที่ไทยด้วย^^ หากใครเอาไปก็จะประหยัดไปได้อีกหน่อย ระวังนิดนึงตรงผ้าคลุมฟูก ที่ใช้คำว่าฟูกเพราะที่โน่นอาจไม่ใช้เตียง เอาไปไซส์อาจจะไม่พอดี ตอนที่ไปทางโรงเรียนจัดฟูกให้ (ของใหม่เลย) อยากเอากลับมาด้วยอีกแล้ว แต่มันหนักเกินเลยอดเลย

สรุปอีกทีแบบจ่ายก่อนไปและอยู่ได้อีก 3 เดือน
ค่าใช้จ่ายก่อนไป  310,365 บาท (รวมค่าเรียน 1 ปีและค่าที่พัก 3 เดือนแรก)
ค่าใช้จ่ายอื่นๆต่อเดือน  17,820 x 3 เดือน = 53,460 บาท
สิ่งที่จำเป็นต้องซื้อ  1,980 บาท
รวม  365,805 บาท
ราคานี้ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าวีซ่านะจ๊ะ และให้บวกค่าใช้จ่ายส่วนตัวไปด้วยตามแต่ต้องการจะใช้เผื่ออยากช้อปปิ้ง555 ห้ามใจยากด้วยประเทศนี้ ออกจากบ้านปุ๊ปโอกาสควักเงินสูงมาก

สำหรับเดือนที่ 4 เป็นต้นไปค่าใช้จ่ายรายเดือนจะอยู่ที่ 36,135 บาท
และอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆหากเราต้องการร่วมกิจกรรม Homestay ต่างจังหวัด จะต้องจ่ายเพิ่มเอง และแน่นอนว่าไปญี่ปุ่นก็ต้องอยากเที่ยว ก็ควรเผื่อเงินไว้สำหรับตรงนั้นด้วย แต่เอาจริงๆตอนที่ไปเรียนแทบไม่ได้เที่ยวไกลๆเลยนอกจากไปกับโรงเรียนเพราะค่าเดินทางแพงมากๆ เป็นนักเรียนไม่สามารถซื้อ japan rail pass ได้เหมือนนักท่องเที่ยว จะเที่ยวทีไม่มีปัญญาเลยตอนนั้น

ท้ายสุดๆ
เอาง่ายๆสุดๆถ้าขี้เกียจคิดคือควรมีอย่างน้อย 400,000 บาท หากคิดจะไปเรียนที่่ญี่ปุ่นและอยู่รอดได้ 3 เดือนแรกแบบไม่ลำบาก ตอนที่เราไปนอกจากเตรียมเงินก่อนไปแล้วยังเผื่อไว้อีก 150,000 บาทเผื่อค่าที่พักได้อีก 3-4 เดือน นอกนั้นกะจะทำงานพิเศษเพื่อมาช่วยค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เหลือจะได้ไม่ต้องรบกวนที่บ้านมากนัก

ขอเพิ่มเติมนิดนึงหากใครสนใจที่จะไปเรียนโรงเรียนโตโยเหมือนกัน ตอนนี้ทางโรงเรียนได้ย้ายไปตึกใหม่ซึ่งหอที่เราได้พูดถึงก็อาจจะไม่มีแล้ว แต่ยังไงก็ยังคงคอนเซ็ปคือไม่ต้องเสียค่าเดินทางนะ ที่พักหากอยู่ในเมืองเดียวกันปั่นจักรยานไปสบายมากๆ สำหรับข้อมูลอัฟเดทลองติดต่อทาง Jeducation ดูได้จ้า

ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านกัน ติชมกันได้นะ^^ ตอนต่อไปจะมาเล่าถึงการเรียนที่ญี่ปุ่นและการหาเลี้ยงชีพเพื่อความอยู่รอดในประเทศญี่ปุ่นสำหรับอีก 9 เดือน หรือบางทีอาจจะเป็น 1 ปี 3 เดือน! เอ๊ะยังไง ^____^


Friday, 25 July 2014

เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนตัวเอง ตอน หาโรงเรียน

ปกติแล้วคนมักให้ความสนใจว่าไปเรียนที่ญี่ปุ่นจะขอทุนยังไงเพราะประเทศนี้เค้าแจกทุกฟรีเป็นว่าเล่น น่าจะรู้จักกันคือทุนมงบุโช (Monbukagakusho หรือย่อว่า MEXT) ชื่อไทยก็คือทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนั่นเอง ถือว่าเป็นการให้ทุนเรียนกันฟรีๆ ได้เงินต่อเดือนฟรีๆที่ใช้กินอยู่ได้อย่างสบายๆ บางคนเหลือเก็บอีกต่างหาก อื้อหือ...อะไรมันจะดีขนาดน้าน อยากได้กะเค้ามั่ง แต่มันต้องฟันฝ่าหลายอย่างเหลือเกิน ด่านแรกคือเกรด...จบกัน...น่าจะตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ T^T แต่เดี๋ยวก่อน เกรดน้อยแต่ถ้ามีสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นมาช่วยก็พอได้ โอเคพอคุยกันได้ แต่ด่านสองคือการกรอกเอกสารอันยาวเหยียด เขียน Study Plan อีก ก็นั่นสิเขาให้ฟรีๆจะมาง่ายๆได้ยังไง โอเค ง่ายๆคือเราขี้เกียจ ก็แค่อยากจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นตามความฝันว่า อยากเล่นเกมรู้เรื่อง ฟังดาราโปรดพูดเข้าใจ ไปเที่ยวพูดได้สบายๆ ไปเองก็ได้ฟะ ไม่ง้อหรอกทุนเทิน เชอะ! เป็นเหตุให้เริ่มหาข้อมูลเรียนต่อภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว ซึ่งสมัยนั้นที่แนะแนวเรียนต่อประเทศญีปุ่่นยังน้อยมากๆ (สมัยปี 2005) พอดีมีเพื่อนทำงานที่ Jeducation เลยลองติดต่อหาข้อมูลไปดู ก็มีโรงเรียนให้เลือกอยู่พอสมควร แถมเค้าดำเนินการให้หมด เตรียมเอกสารและจ่ายตังค์อย่างเดียว55 เลยตกลงใจใช้บริการที่นี่ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย (ขอบคุณพี่จูนมานะที่นี้นะคะ^^) หลังจากนั้นก็มานั่งเลือกว่าจะเรียนที่ไหนดี ซึ่งคนที่ไม่รู้เลยอะไรเลยอาจจะเลือกไม่ถูก ขอให้ตั้งเกณฑ์ของตัวเองก่อนเลือกโรงเรียนว่าเราต้องการแบบไหน บางคนอาจจะต้องดูที่ค่าเรียนอันดับแรก บางคนขออยู่ในเมือง บลาๆๆ ซึ่งของตัวเองก็ได้คิดไว้ค่อนข้างเยอะทีเดียว เอามาเล่าสู่กันฟังจ้า

เกณฑ์การเลือกโรงเรียนที่ตั้งไว้

1. ที่พักกับโรงเรียนต้องเดินหรือปั่นจักรยานได้
    ไม่อยากจะเสียเงินค่ารถไฟเพิ่มอีก เนื่องจากไปเงินตัวเองอะไรประหยัดได้ก็ควร

2. อยู่ในโตเกียว แต่ขอชานเมือง แบบคนไม่พลุกพล่าน และเข้าเมืองได้ไม่ยาก
    คืออยากมีอารมณ์แบบวันไหนอยากเข้าไปชินจูกุ ชิบุย่าก็ไปได้ไม่ยาก ชีวิตปกติขอแบบเงียบสงบ

3. มีนักเรียนไทยไม่เยอะ
    ขืนเยอะคนมิวายคุยภาษาไทย แทนที่จะได้คุยญี่ปุ่นเยอะๆ ลองชั่งน้ำหนักดูระหว่างจำนวนนักเรียนทั้ง
    โรงเรียนกับจำนวนนักเรียนไทย ตั้งเป้าไว้ว่าขอแค่ 5 % ของทั้งหมด

4. โรงเรียนมีจัดทริปไป Homestay ต่างจังหวัด
    อยากลองไปอยู่กับครอบครัวญี่ปุ่นหลายๆแบบ ส่วนตัวมีเพื่อนคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว และเคยไป homestay
    สมัยเรียนมหาวิทยาลัย รู้สึกว่าได้ฝึกภาษาดีมากๆ แถมได้ลองอาหารญี่ปุ่นแบบ homemade อีกด้วย

5. ต้องมีจำนวนนักเรียนเยอะพอสมควรและไม่มากจนเกินไป
    ถ้าโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่าร้อยคน การแบ่งห้องเรียนจะทำได้ไม่เต็มที่เพราะคนน้อย เช่น
    โรงเรียน ABC มีนักเรียนราว 70 คน มีห้องเรียน 5 ห้อง ดังนี้
       ห้อง 1 เริ่มต้นตั้งแต่แรก
       ห้อง 2 เริ่มต้นระดับกลาง
       ห้อง 3 ติวสอบ N2
       ห้อง 4 ติวสอบ N1
       ห้อง 5 ติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
   หากเราเรียนมินนะจบเล่มสาม ก็จะมี 2 ทางเลือกคือ ห้อง 1 หรือ ห้อง 2 หากเราเลือกเรียนห้องเริ่มต้น
   เราอาจจะเสียเวลา และหากเราเลือกที่จะเรียนห้องระดับกลาง เราก็อาจจะมึนงงได้ ตรงนี้บางคนอาจ
   จะมองข้ามไป แต่เราคิดเยอะเพราะจ่ายเงินไปเองจะให้เสียเวลาเรียนแล้วได้น้อยหรือได้ไม่เต็มที่มันก็
   จะเป็นการเสียเงินและเวลาโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุผลนี้ควรเอามาคิดต่อเมื่อเราเรียนอยู่ในขั้นที่ไม่
   จบชั้นต้นดี หรือเรียนมานานมากๆจนไม่รู้ว่าตัวเองควรอยู่ระดับไหน ถ้าเราไม่ได้แน่ใจว่าจะอยากเริ่มชั้น
   ต้นใหม่ก็ต้องไปลุ้นว่าเค้ามีห้องที่เรียนถึงไหนกันแล้วบ้าง ก่อนไปอาจต้องสอบถามกับทางโรงเรียนดู
   ก่อนจ้า

6. ต้องมีนักเรียนจากหลากหลายชาติ
   ไปเรียนทั้งทีก็อยากได้เพื่อนหลายๆชาติเผื่อไปเที่ยวประเทศนั้นๆจะได้มีคนพาเที่ยว 
    ความคิดแอบแฝง55

ดังเหตุผลที่กล่าวมาเยอะแยะก็เลือกโรงเรียนได้ซะทีคือ โรงเรียน Toyo Language School ที่สถานี Nishi Kasai อยู่ในชานเมืองโตเกียวแต่เข้าเมืองไม่ยากเลย หอพักหญิงอยู่ตรงข้ามโรงเรียนจ้า เดิน 2 นาที นักเรียนไทยโอเคไม่มาก รอบที่ไปมี 5 คน ถือว่าเป็นประชากรส่วนน้อยสุดๆ มีทริปไป homestay ตอนที่เรียนได้ไป hokkaido มีครบคุณสมบัติที่กล่าวไว้ เลยไม่ต้องลังเลเลยเอาที่นี่แหละ^^

หากใครมีแผนไปเรียนด้วยตัวเองก็ลองพิจารณาเหตุผลของตัวเองก่อนว่าอยากให้มีอะไรบ้างแล้วค่อยมาดูว่าโรงเรียนไหนใกล้เคียงที่เราต้องการสุดจ้า เรื่องการเรียนการสอนส่วนตัวคิดว่าไม่ต่างกันมากนักหากเป็นโรงเรียนสอนภาษามักจะเข้มข้นอยู่แล้ว คราวหน้ามาต่อเรื่องการการเงินกัน^^



Sunday, 22 June 2014

ฟังเพลงญี่ปุ่นกันเถอะ!

นักร้องที่ชอบ


Smap
Nishino Kana
Nakashima Mika
AKB48
Arashi
Greeeeen
Exile
e-girl

Friday, 13 June 2014

กว่าจะใช้ภาษาญี่ปุ่นได้จนถึงวันนี้

กว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นจนเอามาใช้ประกอบอาชีพได้ในวันนี้ผ่านมา18ปีแล้ว (กรุณาอย่านับอายุ)
จำได้ว่าเริ่มเรียนพิเศษภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ม.ต้น เรียนแบบก๊อกๆแก๊กๆรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง จนมาทำอาชีพครูได้จนถึงวันนี้ ไม่ได้จบเอกญี่ปุ่นแต่อย่างใดแต่ใจรักทำให้เรียนเรื่อยมา สรุปการเรียนของตัวเองดังนี้

ม.ต้น เรียนสัปดาห์ละครั้งที่ สนญ. (สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์)

ม.ปลาย สมัยนั้นไม่มีศิลป์ญี่ปุ่น ก็เรียนฝรั่งเศสแทน แต่ก็ยังคงเรียนพิเศษภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้าง แบบเรียนๆหยุดๆเพราะเล่นวงโยฯ เลยไม่ค่อยมีเวลาเรียน

แลกเปลี่ยนม.ปลายที่ออสเตรเลีย นี่คือจุดเปลี่ยนชีวิตเพราะในโรงเรียนที่ไปแลกเปลี่ยนมีนร.จากญี่ปุ่นมาด้วย เสร็จตรูสิ ตีซี้เป็นเพื่อนสนิทเลยได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นง่อกๆแง่กๆมาปีนึง และได้ลงเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียนด้วย (เรียนเป็นภาษาอังกฤษ งงหนัก)

มหาวิทยาลัยตรีและโทที่ออสเตรเลีย ยังไม่กล้าเรียนเอกญี่ปุ่น เพราะสมัยนั้นอาชีพที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นยังไม่ชัดเจนเหมือนปัจจุบัน ประกอบกับความไม่มั่นใจ ก็เลยเลือกเรียนเอก Computing เอาว่าจบมาไงก็หางานได้แน่ และเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาโทไปแทน ตอนปี 2 มีโครงการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยกับทางจังหวัดคานาซาวะให้นักเรียนไปเรียนที่ญี่ปุ่น 2 เดือนและจะได้เครดิตหนึ่งเทอม ก็มั่วๆผ่านการคัดเลือกกะเค้าไปได้ โชคดีได้ไปโฮมสเตย์และเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ได้ทักษะพูดและฟังจากตรงนี้เพิ่มเพียบ

เรียนภาษาหนึ่งปีครึ่งที่ญี่ปุ่น ตัดสินใจไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ทุนเทินไม่ต้องพูดถึง เรียนไม่เก่งพอ เงินตัวเอง+เงินพ่อแม่นี่แหละ 555 เรียนจบโททำงานได้สักพักรู้สึกว่าชีวิตมันขาดๆ อยากพูดญี่ปุ่นให้เก่งๆ ไปเที่ยวแบบไม่ต้องให้เพื่อนคอยแปลให้ ก็เลยหาข้อมูลไปเรียนต่อ ที่เลือกโรงเรียนสอนภาษาเพราะอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว เอาแบบเน้นๆ โทก็จบแล้วไม่อยากเรียนวิชาการละ ได้ไปเรียนก็สมใจ จบคอร์สปีครึ่งได้ระดับ 2 จริงๆกะว่าจะสอบ ระดับ 1 แต่เป็นคนขี้เกียจท่องคันจิมาก และคิดว่า ระดับ 1 มันไม่ได้บอกว่าเราพูดเก่ง เพราะฉะนั้นเอาที่เซฟๆสอบสบายๆดีกว่า จริงๆก็แอบเสียดายนิดหน่อยว่าถ้าฮึดสักนิดก็คงได้ พอหลุดการเรียนมาปุ๊ปที่นี่จะขุดตัวเองไปอ่านอีกก็ยากละ

ทำไมถึงเรียนภาษาญี่ปุ่น?
สาเหตุคือบ้าเกมส์ Final Fantasy และลามมาถึงนักร้องวง SMAP ต้องขอบคุณสองสิ่งนี้จริงๆที่ทำให้มีกินมีใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ อิๆๆ ใครว่าชอบการ์ตูน เกมส์ หรือบ้าดาราจะเอามาเป็นอาชีพไม่ได้ เถียงสุดใจฮ่ะ ทุกอย่างเป็นไปได้หากเราเรียนรู้อย่างจริงจัง ย้ำว่าต้องจริงจัง ไม่ใช่นั่งกรี๊ดกร๊าดเวิ่นเว้ออย่างเดียว ชอบดาราอยากรู้ว่าดาราพูดว่าอะไร ชั้นจะต้องฟังออกให้ได้ ยังจำวันที่นั่งดูรายการ SMAPXSMAP (เป็นรายการทำอาหาร+วาไรตี้ ของวง SMAP) แล้วรู้เรื่องหมดได้เป็นครั้งแรก (เฉพาะรายการช่วงนั้น) มันตื่นเต้นดีใจประหนึ่งตรูทำสำเร็จแล้ววววววว้อย ในที่สุดก็ฟังออก อยากจะกระโดดกอดที่วี 555 และวันที่เล่นเกมส์ Final Fantasy เวอร์ชั่นญี่ปุ่นแบบแทบไม่ต้องเปิดดิก (คืออ่อนคันจิยังไงก็ต้องเปิดบ้างอะน่ะ) มันรู้สึกโคตรๆภูมิใจ

ถามว่ากว่าจะทำแบบนั้นได้ต้องเรียนกี่ปีเหรอ? แต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความขวนขวาย ส่วนตัวสำหรับการฟังใช้เวลาไม่นานเท่าเล่นเกมส์นะ ด้วยความที่โชคดีไปตีซี้กับเพื่อนญี่ปุ่นสำเร็จเลยมีโอกาสได้อยู่ในแวดวงที่มีเจแปนนีสเป็นซาว์ดแทรกบ่อยๆ และดูรายการญี่ปุ่นเป็นประจำ หูเลยชิน ถึงแปลได้ไม่หมดก็พอจะรู้แหละว่าพูดถึงอะไร ถ้าไม่นับที่เคยเรียนมาตั้งแต่ม.ต้น (ซึ่งมันช่วยแค่การอ่านออกเขียนได้ ไวยากรณ์ไม่เคยรู้เรื่อง) ก็ประมาณ 3 ปี แต่ยังพูดไม่ค่อยได้เลยทำให้ตัดสินใจไปเรียนที่ญี่ปุ่น เรียนสักหนึ่งปีก็พอจะเล่นเกมส์แนว RPG ได้ไม่ลำบากต้องมาหาคู่มือละ

ภาคต่อไปไว้มาเล่าต่อว่าไปเรียนที่ญี่ปุ่นแล้วได้อะไรมาบ้างจ้า ^__^

เกมส์ในดวงใจ ^___^
Smap นักร้องสุดเลิฟ ♡
อ่านเรื่องอื่นๆ
เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างไรให้เป็นเร็ว
รับงานล่ามเฉพาะกิจ
เปรียบเทียบราคาและคอร์สเรียนภาษาญีปุ่นของโรงเรียนต่างๆ
เรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่ออะไร

Monday, 7 April 2014

มารยาทในการเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

ตั้งแต่คนไทยไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นก็มีคนแห่แหนกันไปเที่ยวจนร้านบางร้านหรือสถานที่บางที่ต้องมีป้ายภาษาไทยกำกับหรือประกาศกันเป็นภาษาไทยกันเลยทีเดียว ควรจะดีใจมั้ยไม่แน่ใจ เพราะอะไรที่มันมากเกินไปมักจะส่งผลไม่ดีเสมอ และได้เห็นได้ยินทั้งจากเพื่อนๆที่อยู่ญี่ปุ่นและคนที่ไปเที่ยวว่าทัวร์ไทยได้ทำพิษเข้าแล้ว เลยอยากจะบอกถึงมารยาทหลักๆที่ควรทำเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการก็ดี คิดว่าเราเป็นคนต่างชาติทำอะไรไปไม่มีใครรู้ พูดเสียงดังไปไม่มีใครเข้าใจ แต่เชื่อเถอะว่าตอนนี้คนไทยได้เป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมากขึ้นแล้ว ทำอะไรไปเค้าจะเหมารวมทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเรามาร่วมด้วยช่วยกัน อย่าให้เค้ามองชาติเราไม่ดี เหมือนเรามองทัวร์จีนที่มาเที่ยวบ้านเรากันเลยนะคะ


มารยาทในการเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

1. ขึ้นรถไฟรถเมล์ห้ามคุยโทรศัพท์ ไม่ควรรับประทานอาหาร ไม่ส่งเสียงดัง ไม่นั่งแต่งหน้า ไม่ควรนั่งตรงที่สำหรับคนเจ็บคนชราและคนท้อง
การขึ้นรถโดยสารต่างๆที่ญี่ปุ่นก็จะคล้ายๆกับประเทศไทยแต่จะมาต่างก็ตรงที่ความมีระเบียบในการขึ้นที่ญี่ปุ่นมีมากกว่า ที่ห้ามกันชัดเจนและไม่ควรทำอย่างแรงคือการคุยโทรศัพท์ ควรปรับโหมดโทรศัพท์ให้เป็นระบบสั่น หากใครลืมปิดมีเสียงดังขึ้นมาก็จะถูกเป็นเป้าสายตา และอาจถูกเตือนจากเจ้าหน้าที่ได้ แถมอีกหน่อยกับการลุกให้นั่ง หากใครเคยขึ้นรถไฟที่ญี่ปุ่นจะสังเกตุได้ว่าผู้ชายอกสามซอกจะแย่งที่นั่งอย่างรวดเร็วและนั่งกันสลอน ไม่สนใจว่าผู้หญิงจะแบกของหนักหรือเด็กประถมจะยืนอยู่ตรงหน้า ก็อย่าได้แปลกใจไปเพราะประเทศนี้ผู้ชายเป็นใหญ่(ถึงสมัยนี้จะดีขึ้นมากแล้ว)เค้าว่าผู้ชายทำงานหนักให้เค้านั่งก็ไม่แปลกอะไร(งานบ้านกับเลี้ยงลูกก็เหนื่อยนะคะ) อีกอย่างนึงก็คือหากเห็นเด็กๆขึ้นรถไฟมา ไม่จำเป็นต้องลุกให้นั่งเพราะเด็กประเทศนี้ดูแลตัวเองได้ดีมาก (คือมันหยิ่ง) ลุกให้เค้าจะไม่นั่งเอา เคยเห็นคนเสียฟอร์มมาแล้ว ลุกแล้วก็ต้องลุกเลย เด็กไม่ยอมนั่ง ผู้ชายข้างๆนั่งแทนซะงั้น555 ส่วนที่นั่งสำหรับคนเจ็บคนชราและคนท้องนั้นจริงๆสามารถนั่งได้(เพราะญี่ปุ่นก็นั่ง)แต่หากมีคนที่มีลักษณะดังป้ายตรงที่นั่งก็ควรลุกทันที มารยาทอื่นๆที่ควรระวังก็คืออย่าเพิ่งรีบออกตัวล่วงหน้าก่อนที่จะถึงสถานี ไม่ต้องกลัวว่าไม่ได้ลง เพราะที่ญี่ปุ่นเค้ามีมารยาทในการหลบให้คนออก แหมนึกแล้วก็อย่าให้บ้านเราเป็นได้อย่างเค้าเร็วๆ

2. ขึ้นลงบันไดเลื่อนให้ยืนชิดฝั่งเดียว (คันโตชิดซ้าย คันไซชิดขวา)
ฝั่งคันโต คือฝั่งทางด้านโตเกียวจะยืนชิดซ้าย ส่วนฝั่งคันไซ คือฝั่งด้าน โอซาก้า จะยืนชิดขวา
หากไม่หลบอาจมีเสียงเตือนจากด้านหลังแบบแข็งๆได้ว่า  すみません(สึมิมาเซ็ง) กูเซ็งที่มรึงไม่หลบนะ 555 ล้อเล่น แปลว่า ขอโทษนะ
จริงๆแล้วการยืนชิดด้านไหนนั้นมีที่มา คือโตเกียวสมัยก่อนเป็นเมืองที่มีซามูไรอยู่เยอะ ซามูไรมักเดินชิดซ้ายเพื่อให้ชักดาบได้สะดวก ส่วนโอซาก้าคือเมืองของพ่อค้า มักมีของมีค่าที่กระเป๋าด้านขวาจึงเดินชิดขวาเพื่อรักษาของมีค่าไว้ไม่ให้โดยขโมย (ขอบคุณข้อมูลจากกูเกิ้ล)

3. การแช่ออนเซ็นส่วนใหญ่ต้องถอดหมด และห้ามคนมีรอยสักลงแช่
ที่ว่าต้องถอดหมดส่วนใหญ่เพราะเริ่มมีบางที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะและเป็นบ่อที่อยู่ทามกลางธรรมชาติ จึงอาจอนุญาตให้พันผ้าขนหนูผืนใหญ่ได้ แต่โดยรวมแล้วยังต้องถอดเสื้อผ้าหมด อนุญาตให้เอาผ้าขนหนูผืนเล็กเข้าไปได้เท่านั้น ส่วนคนที่มีรอยสัก หากเล็กๆอาจจะพอซ่อนได้ แต่หากใหญ่มากๆอาจจะโดนเชิญออกเอาได้ ที่มีข้อห้ามเพราะคนที่สักที่ญี่ปุ่นจะเป็นพวกยากูซ่าซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลซึ่งจะทำให้คนอื่นกลัวและไม่กล้าเข้าไปใช้บริการ สำหรับคนที่มีรอยสักและอยากแช่บ่อน้ำร้อนแนะนำให้เช่าห้องแบบที่มีบ่อส่วนตัวในห้อง ถ้าแบบนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน

4. การถ่ายรูปร้านค้าต่างๆควรขออนุญาตทางร้านก่อน
จริงๆจะถือว่าห้ามมั้ยก็ไม่เชิง แต่การไปยืนจ่อกล้องในร้านอาจจะโดนเตือนจากเจ้าของร้านเอาได้ หากอยากถ่ายเพื่อนำไปเผื่อแพร่ควรขออนุญาตก่อน รวมไปถึงการถ่ายภาพบุคคล เช่นเห็นเด็กๆน่ารักอยากถ่ายรูป ก็ควรขออนุญาตผู้ปกครองเค้าก่อน 

5. แยกขยะก่อนทิ้ง
ถือว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศสุดยอดการแยกขยะเลยก็ว่าได้ บางที่แยกทั้งเศษอาหาร กระดาษ พลาสติก ขวดแก้ว กระป๋อง สารพัด หากเราเจอถังขยะที่ระบุให้แยกขยะก็ช่วยกันทำตามด้วยนะคะ เค้าจะไม่มาว่าได้ว่าประเทศเราแยกขยะกันไม่เป็น ตอนทิ้งไม่มีใครรู้ แต่เราก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองนะคะ

6. ไม่ควรเดินไปกินไป
หากลองสังเกตุดูดีๆ คนญี่ปุ่นจะไม่เดินไปกินไป อาจเป็นเพราะประเทศเค้าไม่มีร้านค้าแบบรถเข็นแบบบ้านเรา จะมีอย่างมากก็ลุงขายมันเผา ซึ่งคนญี่ปุ่นเมื่อซื้อของกินตามร้านข้างทางก็จะหาที่นั่งหรือยืนรัปทานให้เสร็จตรงนั้นเลยค่ะ หากเราไปซื้อของทานข้างทางก็ทานให้เสร็จเลยแล้วค่อยเดินทางต่อกันดีกว่านะคะ เวลาทานเสร็จจะทิ้งก็ง่ายเพราะอยู่ตรงร้านอยู่แล้ว หาถังขยะตามข้างทางที่ญี่ปุ่นนี่ก็ไม่ง่ายนะคะ รวมถึงการเดินไปสูบบุหรี่ก็ไม่ควรเพราะถือเป็นการรบกวนคนอื่น

7. ควรต่อแถวซื้อของอย่าแซงคิว
นี่ก็เป็นวัฒนธรรมอย่างนึงที่ขอซูฮกให้ประเทศนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็เข้าคิวทุกอย่าง เข้าห้องน้ำยังเข้าคิวเป็นระเบียบ แถมยังมีความอดทนสูงมาก รอนานแค่ไหนก็รอ สมัยเรียนที่ญี่ปุ่นเคยทำงานพิเศษร้านอาหาร มีอยู่วันนึงคนแน่นมากลูกค้าถามรอนานแค่ไหนเราบอก 30 นาที เค้าบอกว่าโอเคก็ไม่นานนะ (แต่คือตรูเหนื่อยแล้วไงยังจะมาต่อคิวกินอะไรกันนักหนา คิดในใจอะนะ) เป็นเราคงเปลี่ยนไปกินร้านอื่นแล้ว ขี้เกียจรอ อีกอย่างที่ไม่ควรทำคือการแซงคิว ถือเป็นการเสียมารยาทมากๆอย่าทำเลยนะคะ เห็นใจคนอื่นที่เค้าต้องเข้าคิวกัน เราไปลัดคิวมันทุเรศค่ะบอกตรงๆ

8. ที่ญี่ปุ่นไม่มีการต่อราคาสินค้า
บ้านเราต่อกันจนชิน อาจจะชินว่าซื้อแล้วขอต่อหน่อยเถอะ หรือซื้อเยอะแถมได้มั้ย คือประเทศญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมการต่อรองราคาเลยค่ะ ถ้าไปช้อปก็อย่าเผลอไปต่อเค้าเลยนะคะ ยิ่งเป็นต่างจังหวัดไปต่อเผลอๆคุณป้าอาจจะทำหน้างงๆได้ว่าเราต้องการอะไร ยกเว้นในบางพื้นที่ ที่อาจต่อได้บ้างเพราะชาวต่างชาติเยอะเช่น Akihabara หรือ Ueno 

9. ไม่จำเป็นต้องทิปพนักงาน
ที่ญี่ปุ่นมักจะรวมค่าบริการ (service charge) เข้าไปอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทิปเพิ่มค่ะ ให้ไปเผลอๆจะได้คืนมาเอาด้วยนะ

10. เข้าร้านอาหารไม่ควรเรียกบริกรมาเช็คบิล ให้นำบิลไปจ่ายที่แคชเชียร์เมื่อทานเสร็จ
หากไม่ใช่ร้านที่ต้องจ่ายก่อน เวลาบริกรมาเสริฟ์อาหารเสร็จแล้วเค้าจะเอาบิลมาวางให้ที่โต๊ะ หรือให้สังเกตุดูจะมีห้อยอยู่บริเวณโต๊ะที่เรานั่งสักจุด ให้เรานำบิลนั้นไปจ่ายที่เคาเตอร์จ่ายเงินได้เลยค่ะ หากไปเรียกเค้ามาเก็บตังค์เค้าก็จะชี้บอกให้เราไปจ่ายที่แคชเชียร์อยู่ดีค่ะ

Friday, 28 March 2014

จองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม

ตั๋วเครื่องบิน

ขอเริ่มจากค่าตั๋วเครื่องบินก่อน เพราะตรงนี้เป็นงบหลักของการไปเที่ยวเลย จะถูกไม่ถูกอยู่ที่ราคาตั๋ว
จะหาตั๋วถูกได้จากไหน คิดว่าคงมีคนรีวิวไว้เยอะแยะมากมาย ขอบอกแค่ที่ตัวเองถนัดซึ่งใครจะใช้วิธีไหนตามแต่สะดวกจ้า

1. ไปแบบไฮโซ เพราะชั้นขี้เกียจรอต่อเครื่อง

ถ้าใครขี้เกียจต่อเครื่องและพอจ่ายได้ในระดับ 18,000 บาทขึ้นไป แนะนำให้ลองดูสายการบิน
ANA, Thai Airway, Delta Airline, JAL, Singapore Airline
สายการบินพวกนี้ดูไฮโซ แต่เดี๋ยวก่อน บางทีเค้าก็มีจัดโปรเก๋ๆที่คุณสามารถจองเองได้จากเว็ปเค้าเลยเท่านั้นด้วย ที่เราใช้บ่อยๆคือ ANA (พอดีสะสมไมล์อยู่ด้วย) ซึ่งดูเหมือนแพงนะ แต่บางทีเค้าจะมีช่วงลดราคาลองเข้าไปดูในเว็ป ANA

จากภาพเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม 2014 ที่เค้าจะให้ราคาต่อเที่ยว 12,000 บาท รวมไปกลับราคา 23,040 บาท เท่านั้น ซึ่งถือว่าโอเคมากๆๆๆสำหรับสายการบินระดับท้อปๆ สัญชาติญี่ปุ่นแท้ แถมบินแค่ 5 
ชั่วโมงกว่าๆด้วย ที่สำคัญเวลาดีมากๆเมื่อเทียบกับสายการบิน Low cost หากไม่อยากเสียเวลาทั้งวันในการเดินทาง

สำหรับสายการบินที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อจากเว็ปโดยตรงก็คือ  Delta Airline อันนี้ประสบการณ์ตรง
กดดูราคาเห็นตั๋ว 19,000 บาท จากนั้นผ่านไปสิบกว่านาทีมันหายไปแล้ว หากซื้อกับเว็ปโดยตรงต้อง
อาศัยช่วงชิงจังหวะเป็นอย่างมาก หากชัวร์ว่าไปแน่รีบจองเนิ่นๆ

ส่วน JAL และ Singapore Airline ก็จะมีโปรโมชั่นเป็นระยะๆ บางครั้งมีจำกัดว่าต้องซื้อ 2 ใบจะได้ราคาที่ถูก

สำหรับการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ซึ่งราคาตั๋วจัดว่าแพงแสนแพง แต่หากเราติดตามข่าว บางครั้งก็จะมีโปรโมชั่นดีๆ ทั้งจากทางเว็ปของการบินไทยเอง และจากงานไทยเที่ยวไทย เช่น

2. ไม่หวั่นต่อเครื่อง ชั้นรอได้ ขอถูกๆ

หากใครมีงบจำกัดอาจจะต้องยอมเสียเวลาการเดินทางกันสักนิดเพื่อประหยัด แต่มาคิดดูดีๆหากเราเลือกเมืองที่จะไปต่อเครื่องดีๆเราอาจได้ช้อปปิ้งที่สนามบินนั้นเพิ่มด้วยนะ อิๆ เช่น บิน Cathay Pacific  ก็จะได้แวะช้อปฮ่องกง แหมดูหรูเริศดีจริงเชียว ซึ่งสายการบินที่คนนิยมซื้อมีดังนี้

           Cathay Pacific  แวะ ฮ่องกง
           Air Macau   แวะ มาเก๊า
           Korean Air   แวะ โซล
           Air China    แวะ ปักกิ่ง
           China Eastern Airlines แวะ เซียงไฮ้
           Air Asia   แวะ กัวลาลัมเปอร์
           Jet Star   บินตรงฟุกุโอกะ ถ้าจะไปโตเกียวก็ต้องแวะฟุกุโอกะก่อน

จองตั๋วเครื่องบินที่ไหน

1. จองกับบริษัทขายตั๋ว หรือที่เรียกว่า travel agency หากมีที่รู้จักดีๆก็สะดวกดีเพราะเราไม่ต้องจ่ายเงินทันที ต่างกับซื้อจากเว็ปเองที่ต้องตัดเงินบัตรทันที ปกติไม่ค่อยได้ใช้ แต่เอาที่มั่นใจก็ h.i.s

2. จองกับเว็ปตัวแทนต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักก็คือ
     Expedia
     Krungthep Metro Travel
     Cheap tickets
     bkk fly
     bkk flight

ข้อดีคือ เราสามารถเช็คราคาและเปรียบเทียบได้ทันที ไม่ต้องรอติดต่อกลับจากบริษัท พอใจก็กดซื้อได้
ข้อเสียคือ หากเราต้องการเปลี่ยนตั๋วเราจะต้องโทรไปที่ call center ของเว็ปนั้นซึ่งบางเว็ปได้ข่าวมาว่าติดต่อยากมากๆ หรือบางทีมีโอกาสผิดพลาดในการออกตั๋ว หากเราอ่านข้อเสนอตอนซื้อไม่ละเอียด ส่วนตัวเคยซื้อกับ kmt (Krungthep Metro Travel ) ที่เดียวซึ่งที่นี่โทรติดต่อไม่ยาก เคยดูตั๋วผิดวัน ทางบริษัทก็มีโทรมาเช็คด้วย ถือว่าบริการดีทีเดียว

3. จองกับเว็ปสายการบินโดยตรง
     Air Asia
     ANA
     Thai Airways
     Delta Airline 
     Singapore Airlines
     Japan Airlines
ข้อดีคือ  ปลอดภัย ได้ตั๋วร้อยเปอร์เซ็น
ข้อเสียคือ  ถ้าซื้อแบบไม่มีโปรโมชั่นใดๆจะแพง ดังนั้นควรซื้อตอนมีโปรเท่านั้น

โรงแรม

การจองโรงแรมนั้นวิธีง่ายที่สุดคือจองจากเว็ปตัวแทน ซึ่งที่นิยมกันมีดังนี้
Expedia
Booking.com
Agoda
Jalan.net
Hostelworld

คำแนะนำ ควรเช็คราคาหลายๆเว็ปเพื่อเปรียบเทียบราคา และควรเข้าไปดูในเว็ปของโรงแรมโดยตรง เพราะบางทีอาจได้ราคาที่ดีกว่า หรืออาจมีห้องว่างมากกว่าซื้อจากเว็ปตัวแทน

ข้อควรระวัง ควรตรวจสอบดีๆว่าทางเว็ปจะไม่ตัดเงินจนกว่าจะใกล้วันเดินทาง ส่วนใหญ่จะตัดเงินหนึ่งสัปดาห์ก่อนเดินทาง ส่วนตัวที่ใช้บ่อยที่สุดคือ booking.com  และบางครั้งในเว็ปตัวแทนอาจรวมราคาอาหารเช้ามาให้ ซึ่งหากเราไม่ต้องการให้เลือกแบบไม่มีอาหารเช้าราคาอาจถูกลง และเพื่อความมั่นใจให้เราส่งอีเมลล์ยืนยันกับทางโรงแรมโดยตรงอีกที

เรียวกัง (Ryokan = ห้องพักแบบญี่ปุ่น)


การจองเรียวกัง บางครั้งจากเว็ปตัวแทนจะแพงเอามากๆ ให้ลองเข้าไปดูที่เว็ปโรงแรมโดยตรงดูก่อน หากเป็นเรียวกังที่มีชื่อเสียงมีชาวต่างชาติไปพักเยอะ เว็ปไซส์มักจะมีภาษาอังกฤษ แต่หากเป็นเรียวกังที่ยังไม่มีชาวต่างชาติไปมากนักก็จะไม่มีภาษาอังกฤษ อาจจะต้องอาศัยเพื่อนหรือคนรู้จักช่วยจองให้ก่อน การจองโรงแรมกับทางญี่ปุ่นโดยตรงส่วนใหญ่ไม่ต้องมัดจำก่อน แต่หากเราเกิดเปลี่ยนแผนไปตามที่จองไม่ได้ ควรจะต้องแจ้งกับทางโรงแรม อย่าไปคิดว่าไม่เป็นไรเพราะไม่ได้จ่ายเงิน ไม่อย่างนั้นจะเสียชื่อประเทศไทยได้ และเมื่อมีคนทำบ่อยๆเข้าก็จะทำให้การจอง(ที่มันยากอยู่แล้ว)ยากขึ้นไปอีก

ข้อดีของการจองโดยตรงคือ สามารถเลือก package ต่างๆได้ ซึ่งหากจองจากเว็ปตัวแทนจะเลือกอะไรมากไม่ได้นัก ส่วนใหญ่เรียวกังที่ญี่ปุ่นจะมีโปรการจองให้เลือกมากมาย เช่น จองห้องแถมสปาและอาหารเช้าเย็น เป็นต้น
ข้อเสียคือหากไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นจะลำบากในการจอง

อ่านเรื่องอื่นๆ
งบประมาณในการเที่ยวญี่ปุ่น
ไปญี่ปุ่นจะเที่ยวเองหรือไปกับทัวร์ดีนะ
มารยาทในการเที่ยวประเทศญี่ปุ่น





Friday, 28 February 2014

งบประมาณในการไปเที่ยวญี่ปุ่น

พูดถึงงบประมาณสำหรับการไปเที่ยวนี่ยากมาก เพราะแต่ละคนอยากเที่ยวไม่เหมือนกัน มีงบไม่เท่ากัน ถ้าไปกันหลายคนกว่าจะจัดทริปกันจบอาจมีเรื่องกันก่อนไปได้ แต่ถ้าใครไปคนเดียวได้ก็จะง่ายและจัดการได้เร็วเพราะไม่ต้องมาช่วยกันตัดสินใจว่าจะพักที่ไหนดี ว่างตรงกันวันไหน เที่ยวเมืองไหนบ้าง บอกเลยวุ่นวายมาก ยิ่งพาคนอื่นเที่ยวยิ่งเหนื่อย ถ้าใครพูดญี่ปุ่นได้ก็จะถูกฝากความหวังไว้ (หรือบางทีโยนทุกอย่างให้ตรูทำนั่นเอง) เพราะฉะนั้นเราถึงชอบไปคนเดียวบ่อยๆ ว่างเมื่อไหร่ก็ไป อยากไปไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน มันเสียอย่างเดียวคือไม่มีคนถ่ายรูปให้ แต่แก้ปัญหาด้วยการหัดตั้งกล้องถ่ายเอง ซึ่งมันก็สนุกและเพลินดีนะ^^

สิ่งที่ต้องคิดก่อนที่จะคำนวนงบประมาณคือ

ไปกี่คน การไปคนเดียวข้อเสียคือไม่มีคนช่วยหารค่าห้อง ยกเว้นว่าจะพักแบบ guest house หรือ youth hotel ซึ่งพักรวมกับคนอื่นๆได้
ไปกี่วัน จำนวนวันยิ่งมากก็ยิ่งต้องจ่ายค่าที่พักมากขึ้น
ไปเมืองไหนบ้าง ประเทศญี่ปุ่นมีข้อดีมากๆสำหรับนักท่องเที่ยวคือจะมีตั๋วเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่เรียนว่า Japan rail pass ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นยังต้องอิจฉา ซึ่งอาจจะทำให้เราประหยัดได้หากเราจำกัดโซนการเดินทาง ขอแปะลิงค์ของ h.i.s เค้าทำไว้ดีแล้วเข้าไปอ่านกันได้จ้า https://www.hisbkk.com/th/japan_rail_pass.php


ภาพจาก http://www.mytripolog.com/2012/08/big-size-detailed-japan-map-and-flag/

ซึ่งการเลือกโซนเที่ยวนั้นจะมีผลต่องบประมาณในการเที่ยวตรงค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าที่โตเกียวจะแพงที่สุด เมืองอื่นๆก็จะถูกลงตามความนิยม ซึ่งเมืองที่คนไทย(ทัวร์)นิยมไปก็จะมี ฮอกไกโด โตเกียว (เมืองหลวง) นาโกย่าโอซาก้า เกียวโต โกเบ ฮิโรชิมะ ฟุกุโอกะ และ นากาซากิ

พอเราตกลงใจได้แล้วว่าจะไปกี่คนไปกี่วันไปเมืองไหนก็มาลุยกันโลด!

ขอยกตัวอย่างทริปคร่าวๆดังนี้
ไป 2 คน 6 วัน 5 คืน
เมืองที่ไป โตเกียวและบริเวณโดยรอบ
** หมายเหตุ นี่เป็นทริปที่พักสบายปานกลาง เน้นเดินทางเร็วไม่ต้องต่อเครื่อง และเน้นที่เที่ยวหลักๆ ช้อปปิ้งพอประมาณ มีแช่ออนเซ็นแบบไม่ต้องค้าง หากไม่ต้องพักสบายและต่อเครื่องนานๆได้ ราคาจะถูกลงกว่านี้มาก**

ตางรางคร่าวๆ
เดินทางวันที่ 1 พค. 2014- 6 พค. 2014
วันที่ 1 พค. ออกเดินทางจาก Bangkok 6.30AM ถึง Narita 14.15PM  --> เข้าโรงแรม (Ikebukuro) --> Asakusa  --> Tokyo Sky Tree
วันที่ 2 พค. Tokyo Disneyland
วันที่ 3 พค. Oedo Onsen --> Odaiba  
วันที่ 4 พค. Kamakura --> Yokohama
วันที่ 5 พค. Hakone
วันที่ 6 พค. Hotel Checkout --> Shopping  --> ออกเดินทางไป Airport 15.00 PM --> เครื่องออกจาก Narita 18.50PM ถึง Bangkok 11.25PM

ค่าตั๋วเครื่องบิน Delta Airlines 19,920 บาท (จองล่วงหน้า 2 เดือน)
ค่าที่พัก 5 คืน  4,700 บาท  ต่อคน พักในเครือของ Toyoko Inn ซึ่งมีหลายเมืองให้เลือกมากๆเป็นที่นิยมของคนไทย ที่เลือก Ikebukuro เพราะชอบเมืองนี้มีทุกอย่างห้างเรียงติดๆกัน เดินง่ายเดินได้ทั้งวัน พักที่นี่แล้วไม่จำเป็นต้องไปชินจูกุก็ได้ เพราะของจริงๆมันคือๆกันหมด ที่สำคัญสายรถไฟ Narita Express จากสนามบินมีจอดถึง ไม่ต้องเปลี่ยนรถไฟแบกกระเป๋าให้วุ่นวาย สถานีก็เข้าใจง่ายกว่าชินจูกุและโตเกียวมาก)
ค่าเดินทาง
- Narita Express Package 5,500 Yen (ไปกลับและยังมีบัตรรถไฟ suica ให้ด้วยอีก 1,500 Yen ใช้สำหรับเที่ยววันแรกได้)
- Tokyo Disneyland 1,260 Yen (ไปกลับ)
- Oedo Onsen/Odaiba 1,500 Yen (ไปกลับ)
- Kamakura/Yokohama 1,640 Yen (ไปกลับ)
- Hakone 5,000 Yen (ไปกลับ)
รวม 14,900 Yen (ราว 4,470 บาท)
**ราคานี้เป็นเพียงแค่คร่าวๆเท่านั้นนะคะแต่จะไม่หนีไปมากกว่าที่เขียนไว้
ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ
- Tokyo Sky Tree 2,000 Yen
- Tokyo Disneyland 6,200 Yen
- Odeo Onsen 1,980 Yen
รวม 10,180 Yen (ราว 3,054 บาท)

สรุปค่าใช้จ่ายทั้งทริป (ไม่รวมช้อปปิ้งกับค่าอาหารกลางวันและเย็น)
32,144 บาท ถ้าตีค่ากินวันละสองมื้อ (มื้อเช้าที่โรงแรม) มื้อละพันเยน ที่ต้องจ่ายประมาณ 10 มื้อ = 20,000 Yen (ราว 6,000 บาท) ถ้าเราจองล่วงหน้ากว่านี้หรือไปช่วง low season ราคาจะยิ่งถูกลงไปอีก

รอบหน้าจะมาต่อเรื่องการจองตั๋วและที่พักแบบละเอียดกว่านี้ค่ะ ^____^

อ่านเรื่องอื่นๆ